กิจกรรมยอดฮิตสำหรับครอบครัวที่มีลูกน้อยวัยแบเบาะน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นการเล่านิทานให้เจ้าตัวน้อยฟังก่อนนอน แต่เมื่อนึกถึงภาพการอ่านนิทานให้เจ้าตัวน้อยฟัง หลายคนอาจเกิดภาพในจินตนาการว่าเป็นหน้าที่ของแม่มากกว่าจริงมั้ยคะ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ระบุว่า การที่ พ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง จะทำให้ลูกได้ประโยชน์มากกว่าที่แม่อ่านให้ฟังเสียอีก
วิจัยเผย พ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง ส่งผลดีกับลูกมากกว่าแม่อ่าน
คงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ว่าการที่คุณพ่ออ่านนิทานให้ลูกฟังจะทำให้เกิดประโยชน์กับเจ้าตัวน้อยได้มากกว่าที่คุณแม่อ่านอย่างไร แต่ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย เผยว่า การที่พ่อพูดคุยหรือใช้คำศัพท์ต่าง ๆในระหว่างอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง จะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านการใช้ภาษา (Language Development) ของลูกเป็นอย่างมาก ซึ่งพัฒนาการทางภาษาถูกแบ่งออกเ
- ความเข้าใจภาษา คือ การที่เด็กเข้าใจในสิ่งที่ค
นอื่นพูดสื่อสาร ทั้งในแง่ของการเข้าใจคำศัพ ท์ การเข้าใจคำสั่ง คำถาม ตลอดจนเข้าใจประโยค เรื่องเล่ายาวๆ หรือการสนทนาที่ซับซ้อนได้ - การสื่อสาร / การพูด คือ การที่เด็กสื่อสารโดยใช้ทั้
งสีหน้า ท่าทางภาษากาย รวมทั้งการใช้คำพูดในการสื่ อสารกับคู่สนทนาหรือสื่อสาร กับผู้อื่นได้ ตลอดจนสามารถสื่อสารโดยใช้ป ระโยคยาวที่มีความซับซ้อน หรือใช้ภาษาในการบรรยายอธิบ าย และเล่าเรื่องได้
ทีนี้กลับมาที่ผลการวิจัย โดยผลการวิจัยพบว่า เด็กจะค่อนข้างจดจ่อและตั้งใจฟังการเล่านิทานจากพ่อมากกว่าแม่ เนื่องจาก “วิธี” การอ่านหนังสือนิทานของพ่อและแม่ค่อนข้างต่างกัน โดยเฉพาะด้านการใช้คำศัพท์ หรือการตั้งถามกับลูก ตลอดจนการพูดเสริมระหว่างการเล่านิทานเพื่อต่อยอดจินตนาการที่นอกเหนือจากในนิทาน
ตัวอย่างเช่น :
แม่มักจะถามคำถามที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ที่มาจากหนังสือ เช่น “หมูมีกี่ตัว? บ้านของหมูเเต่ละตัวเป็นอย่างไร?”เเต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ทำให้ลูกจดจ่อมากกว่าคือ พ่อมักจะถามคำถามที่อาศัยจินตนาการ บวกกับการใช้ภาษาที่ซับซ้อน และคิดนอกกรอบของลูก ซึ่งเป็นการท้าทายสติปัญญาของลูกได้มากกว่า เช่น “บ้านของเราเหมือนกับบ้านของหมูตัวไหนน้า” ซึ่งคำถามเชิงนามธรรมลักษณะนี้ จะทำให้ลูกได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ จินตนาการ และฝึกสมองในการคิดเพื่อหาคำตอบซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านภาษาของลูกได้มากกว่านั่นเอง
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่าลูกผู้หญิงจะได้ประโยชน์มากกว่าเมื่อพ่ออ่านนิทานให้ฟังอีกด้วย ว่าแล้วก็รีบสะกิดคุณพ่อให้อ่านหนังสือนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังบ่อยๆ กันนะคะคุณแม่ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ได้มุ่งสู่การสร้าง Power BQ (Power Baby & Kids Quotients) ติดอาวุธให้ลูกฉลาดรอบด้าน เพราะเด็กยุคนี้มีแค่ IQ และ EQ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังมี Quotient ต่างๆ ถึง 10Q นั่นคือ “10 ความฉลาด” ที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้ครบไปพร้อมกัน
ซึ่งการเสริมสร้างพัฒนาการด้านภาษาให้ลูกถือเป็นหนึ่งในเรื่องของ IQ : Intelligence Quotient คือ ความฉลาดสมองดี โดยเมื่อพ่อแม่มอบประสบการณ์ด้านการฟัง ให้ลูก เช่นการอ่านนิทานให้ฟัง จะทำให้เด็กได้รับการกระตุ้นพัฒนาการ เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี ทั้งนี้ เด็กจะจดจำคำพูดที่ตนเองได้ยินซ้ำ ๆ และเป็นคำที่ตนเองมีความสุขหรือเป็นพฤติกรรมในทางบวก และที่สำคัญความฉลาดด้านสติปัญญา เช่น ด้านภาษายังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสในการเรียนรู้ต่างๆ และเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตของลูกได้ค่ะ
แนะนำนิทานดีๆ สไตล์คุณพ่ออ่านให้ลูกฟังค่ะ
ป๋องแป๋งรักพ่อจังเลย ป๋องแป๋ง เด็กชายจอมซนคนเก่ง ที่พร้อมจุดประกายความเป็นสุภาพบุรุษสำหรับเด็กผู้ชายในศตวรรษที่ 21 ด้วยรูปแบบนิทานภาพคำกลอนสนุกอ่านง่าย
ปิงปิงไม่ซนอีกแล้ว (ชุดปิงปิงระวังภัย) นิทานที่ช่วยเสริมทักษะการแก้ปัญหา พัฒนาทักษะชีวิตให้กับลูกสาว เพราะเรื่องไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
บ้านใต้ดิน 100 ชั้น “บ้านใต้ดิน100ชั้น” หนังสือภาพเทคนิคพิเศษที่ต้องเปิดหนังสือในแนวตั้งและอ่านจากบนลงล่าง เด็กๆ จะสนุกสนานและตื่นเต้นไปกับการเดินทางไปยังบ้านใต้ดินที่มีถึง 100 ชั้นของคูจัง
เรื่องนี้…หนูตอบได้ รอบรู้รอบโลก ทำไมทะเลจึงมีคลื่น นักบินอวกาศคนแรกคือใครกัน แลัวสัตว์อะไรตัวใหญ่ที่สุดในโลกน่ะ เด็กๆมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องต่างๆบนโลกมากมายเลยใช่ไหมล่ะ ลองเปิดแผ่นป้ายหาคำตอบในหนังสือน่ารักสดใสเล่มนี้ดู แล้วหนูจะตอบได้แน่นอน!
สมาชิกใหม่บ้านต้นไม้ 10 ชั้น นิทานภาพ เรื่องราวของคุณกบที่เดินผ่านมาเจอต้นไม้สูงใหญ่ จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และพบว่าต้นไม้นั้นคือบ้านต้นไม้ 10 ชั้น ที่มีคุณตุ่นเป็นผู้ดูแล เนื้อเรื่อง สนุกสนานเป็นมุมบวก ภาพสีสันสดใส และสื่อถึงเนื้อเรื่องได้ดี ภาพมีรายละเอียด ลายเส้นสวยงาม มีความตระการตา น่ารักอบอุ่น
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : Leeway, University of Wollongong