ปลาโอเมก้าสูง คืออาหารทะเลที่มีไขมันสูง ซึ่งควรเป็นเมนูอันดับแรกที่พ่อแม่ควรเลือกให้ลูกกินเพราะดีต่อสุขภาพ ทั้งด้านสมองและหัวใจ
คุณแม่รู้หรือไม่? ปลาทะเลและน้ำมันปลาคือสุดยอดอาหารที่เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมองให้ลูกน้อยได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย แต่ถึงแม้จะกินมานานเท่าไหร่ แต่หากกินไม่ถูกวิธีก็อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจ
หลากประโยชน์ของโอเมก้า 3 จากห้องวิจัย
มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (Maryland University) ประเทศสหรัฐอเมริกา รวบรวมผลงานวิจัยจากวารสารหลายฉบับ พร้อมสรุปประโยชน์ของกรดไขมัน โอเมก้า 3 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยพบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ลดระดับไขมันร้ายในเลือด ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคกระดูกพรุน โรคซึมเศร้า
อีกทั้งมีการศึกษาพบว่า สมองของผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีปริมาณ กรดไขมันโอเมก้า 3 ต่ำ หากกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงเป็นประจำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันโรคเกี่ยวกับสมองได้
นอกจากนี้อาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงยังช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดไขมันร้าย เช่น ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เพิ่มไขมันดี เช่น เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDLCholesterol) ซึ่งทำหน้าที่พาไขมันร้ายไปกำจัดที่ตับ จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง
ให้ลูกกิน ปลาโอเมก้าสูง เท่าไร อย่างไรดี!
เรื่องต้องรู้ก่อนกินโอเมก้า 3
สมาคมโรคหัวใจ ประเทศสหรัฐอเมริกา (The AmericanHeart Association) แนะนำความแตกต่างในการกินกรดไขมันโอเมก้า 3 ของแต่ละบุคคลไว้ดังนี้
- ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคหัวใจ = แนะนำให้กินปลา อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือกินเนื้อปลาสุกสัปดาห์ละ 7 ออนซ์ (198 กรัม) เทียบกับบ้านเราคือ กินเนื้อปลาสุกให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละประมาณ 13 ช้อนโต๊ะ สำหรับวิธีที่ง่ายกว่าไม่ต้องมานับช้อนให้ยุ่งยากคือ แนะนำให้เลือกกินปลาให้หลากหลายแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น
- ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี = นอกจากกินปลา ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวสำหรับการเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบเม็ดร่วมด้วย โดยเบื้องต้นแนะนำให้ผู้ใหญ่เสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีส่วนประกอบของ EPA และ DHA ที่สกัดจากปลาทะเล วันละ 1 กรัม และไม่แนะนำให้เด็กเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบอาหารเสริม เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์ = นอกจากกินปลา แนะนำให้กินกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีส่วนประกอบของ EPA และ DHA ที่สกัดจากปลาทะเลวันละ 2 – 4 กรัม ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว สำหรับการเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 ในรูปแบบเม็ดร่วมด้วย
- เด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์ = องค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) และหน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) ออกประกาศเตือนให้เด็กและสตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงปลาทะเลที่อาจปนเปื้อนสารพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ปลาฉลาม ,ปลาซอร์ดฟิช ,ปลาคิงแมกเคอเรล และปลาไทล์ฟิช เนื่องจากมีปริมาณสารปรอทตกค้างสูง
พร้อมระบุว่า คนในกลุ่มดังกล่าวสามารถกินปลา เช่น ปลาทูน่ากระป๋องที่ผลิตจากปลาทูน่าสายพันธุ์เล็ก ปลาแซลมอน ,ปลาพอลล็อค ,ปลาแคตฟิช ซึ่งอาจมีสารปนเปื้อนปรอท แต่อยู่ในปริมาณต่ำได้สัปดาห์ละ 12 ออนซ์ หรือ 340 กรัม (ประมาณ 22 ช้อนโต๊ะครึ่ง)
ส่วนสมาคมนักกำหนดอาหารอังกฤษ แนะนำให้
⇒ เด็กอายุ 18 เดือน – 3 ขวบ กินปลา สัปดาห์ละ 2 – 6 ช้อนโต๊ะ
⇒ เด็กอายุ 4 – 6 ปี กินปลาสัปดาห์ละ 4 – 8 ช้อนโต๊ะ
⇒ เด็กอายุ 7 – 11 ปี กินปลาสัปดาห์ละ 6 – 10 ช้อนโต๊ะ ร่วมกับผักผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนจากแหล่งอื่น ๆ
นอกจากนี้การกินปลาให้หลากหลาย ไม่กินชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำ ๆ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ “รายชื่อชนิดของปลาโอเมก้า 3 สูง จากทั่วโลก ที่แม่ควรหาซื้อให้ลูกกิน” คลิกหน้า 2
เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่