สาวป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารเพราะ กินอาหารไม่ตรงเวลา เปิดใจหลังตัดกระเพาะทิ้ง
ต่อมาคุณ Pattaraporn Suriyamanee ได้เปิดใจกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงสาเหตุและประสบการณ์การใช้ชีวิตหลังจากเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะทราบว่าเป็นมะเร็ง เมื่อ 5-6 ปีก่อน ตัวเองเป็นโรคกระเพาะ ซึ่งเมื่อทานยาก็หาย จากนั้นตนก็เปลี่ยนที่ทำงาน มาทำงานที่ไม่ได้มีภาวะเครียดอะไรมาก อาการปวดท้องก็น้อยลง กระทั่งมีการเปลี่ยนที่ทำงานอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำงานแบบรูทีน ทำงานทั้งวัน ทำให้กิจวัตรประจำวันเปลี่ยน เข้างาน 8-9 โมง เลิกงาน 5 โมง แต่ถ้างานไม่เสร็จก็ต้องลากยาวจนถึง 3-4 ทุ่ม ภาวะเครียดก็มาก ทำให้ปวดท้อง ประกอบกับ กินอาหารไม่ตรงเวลา ช่วงเช้าบางวันก็ไม่ได้ทานข้าว จะทานแค่นม ส่วนลักษณะอาหารที่ทาน ก็จะเป็นผักมากกว่าเนื้อสัตว์ แต่ตนไม่ได้โทษว่าทานผักแล้วเป็นมะเร็ง บางมื้อก็ไม่ได้ทานข้าว หรือทานน้อย ทานแต่นม ซึ่งช่วงเที่ยงส่วนใหญ่ตนจะทานข้าวตรงเวลา และตั้งแต่มื้อเที่ยงไปจนถึงมื้อค่ำ ด้วยการที่เราทำงานหน้าจอคอมพ์ ก็จะมีทานพวกขนมถุง หรือของดองบ้าง ซึ่งมันเป็นของที่ไม่มีประโยชน์ แต่เราก็ตามใจปาก ถึงเวลาก็ไม่ยอมทานข้าว จะไปทานอีกทีคือประมาณ 4 ทุ่ม หลังจากถึงบ้านแล้ว ส่วนอาการปวดท้องนั้น ก็ถือว่าไม่ได้รุนแรงมาก ทานยาโรคกระเพาะที่ทานประจำ อาการปวดก็จะหาย ซึ่งพอมันหาย ก็ไม่ได้ทานยาต่อ ทำให้ตนไม่รู้ว่าอาการตอนนั้นคืออะไร ก็เข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะมาตลอด กระทั่งเริ่มมีอาการปวดท้องตอนนอน ซึ่งก่อนหน้าไม่เคยเป็น จึงตัดสินใจไปพบแพทย์
พอถึงวันที่คุณหมอนัดฟังผล จึงทราบว่าเป็นโรคมะเร็ง โดยตอนนั้นคุณหมอยังไม่ได้บอกว่า ตนเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ แต่ด้วยกระบวนการคือ หลังจากตรวจชิ้นเนื้อในครั้งแรก รู้ว่ามีเซลล์มะเร็ง คุณหมอก็จะต้องให้ไปทำ CT สแกน เพื่อวางแผนการรักษา โดยการผ่าตัดในขั้นตอนต่อไป หลังจากนั้นก็จะนำชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัดไปหาค่ามะเร็ง ทำให้รู้ว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 3
ซึ่งหลังจากที่ทำการผ่าตัดกระเพาะออกไปแล้วนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกว่ากระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ ซึ่งตนโชคดีที่ได้คุณหมอเก่ง อีกทั้งตนไม่มีโรคประจำตัว หรือโรคแทรกซ้อน แต่หลังจากที่ตัดกระเพาะออกไปแล้ว อาจทานอาหารไม่ได้ทั่วไป เนื่องจากต้องรับประทานอาหารอ่อนที่สุด อย่างโจ๊ก นม หรือข้าวต้ม เพื่อให้ร่างกายมีกำลัง มีสารอาหารที่คนหนึ่งคนควรจะได้รับใน 1 วัน และเพราะเราไม่มีกระเพาะช่วยย่อย เราจึงต้องเคี้ยวให้ละเอียดขึ้น ซึ่งทุกวันนี้คุณพ่อก็จะเป็นคนคอยทำโจ๊กให้ทาน ส่วนชีวิตประจำวันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก แค่เปลี่ยนการรับประทานอาหาร
นอกจากนี้ ขอฝากบอกถึงผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยว่า ต้องมีสติ อย่าคิดมาก เพราะบางอย่างมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด ถ้ายิ่งเรากังวล รู้สึกแย่กับมัน ทุกอย่างมันก็จะยิ่งแย่ มันจะกระทบหลายอย่าง ทั้งนอนไม่หลับ ทานไม่ได้ คนรอบข้างก็เป็นห่วง อยากให้ทำใจให้สบาย ใช้ชีวิตปกติ ให้คิดซะว่า “เค้าคือเพื่อนสนิท ที่มาอยู่ในตัวเรา เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ทำใจให้สบาย”
สามารถติดตามอาการล่าสุดและขั้นตอนการรักษาของคุณมะนาวได้ที่เพจ ไดอารี่จากฉันเอง
เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่