ทำไมหนอ…ยังไม่ทันเข้าวัยรุ่นสักหน่อย ลูกวัยทวีนที่บ้านอารมณ์ป่วนได้ที่จริงๆ ปกติก็ยิ้มกว้างสดใสร่าเริงดีอยู่หรอก แต่ไหงจู่ๆ ก็หดหู่ขึ้นมาซะงั้นล่ะ
ความจริงแล้วอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้เป็นธรรมชาติของเด็กก่อนวัยรุ่น พอเริ่มโตเด็กๆ ก็จะค่อยๆ ดึงความสนใจออกมาจากเรื่องของตัวเองแล้วเหลียวมองรอบด้าน พวกเขาเริ่มเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น โดยเฉพาะเพื่อนวัยเดียวกัน และมองเห็นความแตกต่าง
ผลที่ตามมาก็คือ เสียงคร่ำครวญ หนูเรียนเลขไม่เก่งเหมือนเพื่อนๆ เลย ทำไมหนูตอบคำถามไม่ได้อยู่คนเดียว หรืออาการหมดหวัง โธ่เอ๊ย ซ้อมตั้งเยอะ ผมยังเตะบอลสู้คนอื่นไม่ได้เลย ซึ่งจะปรากฏให้เห็นสลับกับอาการลิงโลดยามที่ความมั่นใจในตัวเองถูกเรียกกลับคืนมา (อย่างเช่น ตอนที่ได้คะแนนวิชาศิลปะเต็ม 10) และบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนวัยรุ่นก็อาจเป็นสาเหตุหลักของอาการหดหู่ได้เช่นกัน
อารมณ์แปรปรวนเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (ยกเว้นถ้าพ่อหนูแม่หนูหดหู่จนไม่อยากอาหารหรือนอนไม่หลับ?? นั่นคงต้องมานั่งหาทางแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว) วิธีรับมือกับอาการแปรปรวนเพื่อให้ลูกของคุณไม่ทรุดหนักมีดังนี้
1. อย่าเซ้าซี้เรื่องรายละเอียด
ถ้าลูกกลับจากโรงเรียนแล้วไม่ยอมพูดยอมจา แถมทำหน้างอ ก็อย่าเพิ่งไปเซ้าซี้ถามว่าเป็นอะไรเพราะคำถามซ้ำๆ จี้แผลใจมีแต่จะทำให้ลูกยิ่งรู้สึกแย่ (เช่นคำถามของคุณทำให้เขาย้อนนึกภาพตอนที่ยืนอึ้งแก้โจทย์เลขบนกระดานไม่ได้) ดังนั้นคำแนะนำคือ ลองเสนอตัวเข้าไปช่วยแบบไม่กดดันดูสิ เช่น แม่รู้ว่าวันนี้หนูคงเจอเรื่องไม่สบายใจมา เอาเป็นว่า ถ้าอยากเล่าให้แม่ฟังก็เล่าตอนดูโทรทัศน์ได้นะลูก
2. หาสาเหตุ
ถ้าหากว่าผ่านไปเป็นวันๆ แล้วลูกยังไม่เลิกหดหู่เสียที คงต้องลองแอบสอบถามกับครูหรือเพื่อนๆ ของลูกว่ามีใครเห็นอะไรผิดปกติบ้างไหม
3. ชมตามความเป็นจริง
พ่อแม่บางคนมักเรียกความมั่นใจของลูกกลับคืนมาด้วยการชมว่าลูกเก่งทุกอย่าง แต่เด็กวัยทวีนส่วนใหญ่ฉลาดเกินกว่าจะหลงเชื่อเสียแล้ว วิธีการที่ถูกต้องคือ สอนให้ลูกยอมรับความจริงตรงหน้าและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ พึงระลึกว่าความจริงไม่ได้โหดร้ายเสมอไป แม้ลูกจะไม่เก่งในทักษะหนึ่ง เขาก็อาจเป็นเลิศในทักษะอีกด้านก็ได้
บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง