ลูกชอบมองเพดาน หัวเราะคนเดียว ทำท่าทางแปลกๆ ผิดปกติไหม?

ลูกชอบมองเพดาน – คุณแม่ลูกอ่อนหลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่าลูกน้อยของคุณ ชอบจ้องมองเพดานอยู่บ่อยๆ พร้อมกับทำท่าทางแปลกๆ ที่ดูน่าขนลุก เหมือนกับว่าลูกของคุณกำลังสื่อสารอยู่กับอะไรบางอย่างจนแอบคิดไม่ได้ว่าพวกเขาเห็นอะไรบนนั้น เพราะหากเป็นความเชื่อโบราณ คนเฒ่าคนแก่จะบอกว่าเด็กกำลังคุยเล่นกับแม่ซื้อหรือเทพประจำตัวเด็ก

ลูกชอบมองเพดาน หัวเราะคนเดียว ทำท่าทางแปลกๆ ผิดปกติไหม?

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ  คุณไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป  จำไว้ว่า โลกที่ทารกสัมผัสอยู่เป็นโลกที่แปลกใหม่ พวกเขาต้องปรับตัวในการอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย แสง สี  เสียง การเคลื่อนไหวและการกระตุ้นต่างๆ  ทารกมีหลายอย่างที่ต้องทำ สมองของพวกเขากำลังพัฒนา และซึมซับสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อประมวลผลสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ใช่ในท้องแม่อีกต่อไป เหตุผลหลักที่ทารกมักจ้องมองบางสิ่งบางอย่าง คือ สมองของพวกเขากำลังพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแม้แต่เรื่องง่ายๆ ก็สามารถดึงดูดใจลูกน้อยของคุณได้

การมองเห็นของทารกอยู่ในช่วงพัฒนาระยะการโฟกัส ในขณะเดียวกันพวกเขาจะเริ่มคุ้นเคยกับสัญญาณภาพและเสียงที่แสดงถึงความปลอดภัย การเลี้ยงดูจากพ่อแม่และการสัมผัส  ดังนั้นหากทารกแรกเกิดชอบจ้องมองเพดานจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก

ทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นได้ในระยะเพียง 6 ถึง 9 นิ้ว เมื่อพูดถึงเพดานอาจมีความแตกต่างบางอย่างที่พวกเขาสนใจ เช่น โคมไฟ หรือเงา ทารกแรกเกิด มักถูกดึงดูดสายตา และความสนใจด้วยวัตถุที่มีความแตกต่างหรือตัดกัน ตัวอย่างเช่น แทนที่พวกเขาจะมองออกไปดูวิวที่นอกหน้าต่าง พวกเขาจะจ้องบริเวณที่หน้าต่างบรรจบกับกรอบที่แสงมาบรรจบกับความมืดแทน

วิสัยทัศน์และการมองเห็นของทารก

เพื่อที่จะรู้ว่าทำไมทารกถึงชอบจ้องมอง ต้องเข้าใจวิสัยทัศน์ของพวกเขาก่อน ด้านล่างนี้คือประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับพัฒนาการของดวงตาและการมองเห็นของทารก

  • ดวงตาทารกแรกเกิดค่อนข้างไวต่อแสง รูม่านตามีขนาดเล็กมากเมื่อโดนแสงจ้า
  • ทารกไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากวิสัยทัศน์ของพวกเขายังคงพัฒนาอยู่
  • ในช่วง 2 เดือนแรก ดวงตาของทารกอาจดูไขว้เขว หรืออาจดูเหม่อลอยไปด้านข้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าตาข้างหนึ่งหันเข้าหรือออกด้านนอกอย่างต่อเนื่อง (ไปทางจมูกหรือออกนอกจมูกตามลำดับ) ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์
  • เมื่ออายุได้ 3 เดือน ทารกจะสามารถโฟกัสไปที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 8 ถึง 12 นิ้วได้ดี พวกเขาสามารถมองเข้าไปในดวงตาของแม่หรือพ่อได้หากคุณอยู่ใกล้พวกเขา ส่วนสิ่งใดที่อยู่ไกลกว่านั้นจะหลุดโฟกัสและเบลอ
  • เมื่ออายุได้ประมาณห้าเดือน ทารกจะพัฒนาความสามารถในการมองเห็นว่าวัตถุแต่ละชิ้นอยู่ห่างกันมากเพียงใด (การรับรู้เชิงลึก) พวกเขาจะเอื้อมมือออกไปหาสิ่งของได้ดีขึ้น พวกเขาอาจเริ่มมองเห็นสี แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากการมองเห็นและการประมวลผลยังพัฒนาไม่เต็มที่
ลูกชอบมองเพดาน
ลูกชอบมองเพดาน

โดยปกติแล้วเด็กทารกมักจะนอนหงาย ดังนั้นการเพ่งมองไปด้านบนเพื่อสำรวจพื้นผิวเพดาน หรือไฟบางดวงอาจเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เจ้าตัวเล็กของคุณ เพิ่งจะเริ่มเชื่อมโยงกับทุกสิ่งที่เขาเห็น หากคุณสามารถปรับสิ่งที่เขาสนใจได้ คุณจะสามารถเข้าใจปฏิกิริยาของลูกได้ชำนาญมากขึ้น  ยิ่งคุณเล่นกับลูกน้อยและมีส่วนร่วมกับลูกมากเท่าไหร่ สมองของพวกเขาก็จะพัฒนาได้ดีขึ้นเท่านั้น ต่อไปนี้คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณมองโลกผ่านวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของลูก และช่วยพัฒนาสมองของพวกเขา

  • เคลื่อนไหววัตถุให้มองตาม ทารกมักสนใจสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว วิธีนี้จะช่วยให้เขาระบุวัตถุที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกของเขาได้ เมื่อเขาเข้าใจความสามารถในการจดจำวัตถุแล้ว เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าเขามีพลังที่จะเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนที่ของวัตถุ ตัวอย่างเช่น เขาจะรู้ว่าเขาสามารถใช้มือ (หรือเท้าของเขา) เพื่อทำท่าเต้นแบบเคลื่อนที่ได้ (ซึ่งเป็นตัวชี้นำเพื่อยกระดับมือถือให้สูงขึ้น!)
  • ให้ความคมชัด ความเปรียบต่างหรือสีสันที่ตัดกัน สามารถดึงดูดใจเด็กทารกได้เป็นอย่างดี  ลองนึกถึงสีที่ตัดกันสองสีที่อยู่เคียงข้างกัน หรือแม้แต่โครงร่างที่ตัดกัน เช่น จุดที่ขอบโต๊ะมาบรรจบกับพื้นผิวของผนัง ทั้งสองสิ่งนี้สามารถดึงดูดความสนใจของลูกน้อยและทำให้พวกเขาจ้องมองได้อย่างตั้งใจ เนื่องจากดวงตาของทารกถูกดึงดูดด้วยความแตกต่าง หากมีสีที่ตัดกันสองสีอยู่เคียงข้างกัน ดวงตาของลูกคุณจะถูกดึงดูดเข้าหาสีนั้นได้เป็นเวลานาน
  • หาสิ่งที่แปลกใหม่ให้ลูกมอง  คุณเคยสังเกตว่าลูกน้อยของคุณจ้องมองหนวดหรือแว่นตาของคนแปลกหน้าหรือไม่? พฤติกรรมนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นหน้าคนที่มีลักษณะนี้มาก่อน ทารกมักจ้องมองวัตถุบางอย่างเป็เวลานานหากสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งใหม่สำหรับพวกเขา
  • สังเกตสัญญาณทางกายของลูก  สิ่งที่น่าสนุกสำหรับทารกคนหนึ่งอาจไม่สนุกสำหรับอีกคนหนึ่ง สมมติว่าคุณให้ลูกดูของเล่นสีสันสวยงามที่มีเสียงเพลงในเปลของลูก ลองใช้เวลาสักครู่เพื่อสังเกตการตอบสนองของลูก หากลูกเบือนหน้าหนีหรือพยายามหันเหความสนใจหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง นั่นเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาปิดรับเสียงและการเคลื่อนไหวต่างๆ แล้ว หรือบางทีลูกของคุณอาจต้องการมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

พ่อแม่ควรกังวลเมื่อใด

เมื่อลูกมีพฤติกรรมชอบจ้องมองเพดาน แล้วพูดคนเดียวหรือทำท่าทางแปลกๆ คุณแม่คุณพ่อหลายคน มักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องออทิสติก เนื่องจากในโลกโซเชียลมีเดีย หรือ อินเทอร์เน็ต มีหัวข้อเหล่านี้ให้ค้นคว้าจำนวนมาก  ทางที่ดีควรตรวจสอบกับกุมารแพทย์ที่รู้ประวัติของลูกคุณพวกเขาจะสามารถประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดี ตรวจสอบกับกุมารแพทย์ทันทีหากคุณสงสัยว่าอาจมีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ทารกที่มีการเคลื่อนไหวของดวงตาที่ดูผิดปกติ หรือไม่เคยสบตา เป็นไปได้ว่าทารกอาจมีความสามารถในการมองเห็นที่แย่ ซึ่งคุณไม่ควรกังวลว่าลูกน้อยของคุณจะมีปัญหาเหล่านี้ เพียงเพราะพวกเขาสนใจในการจ้องมองเพดาน

หูชั้นกลางอักเสบในเด็ก หูติดเชื้อในเด็ก ไม่ใช่เรื่องเล็กถ้าลูกป่วย!

ระวัง! 3 อันตรายจากแสงสีฟ้า ทำร้ายตาลูกไม่รู้ตัว

การมองเห็นของทารก พัฒนาการที่พ่อเเม่ควรรู้

วิธีสังเกตอาการออทิสติกของทารกในเบื้องต้น

ต่อไปนี้คือข้อสังเกตบางอย่างที่อาจช่วยให้ผู้ปกครองทราบความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมปกติที่เหมาะสมกับวัยของลูกและและสัญญาณเริ่มต้นของออทิสติกที่ควรได้รับการรักษา

อายุ 12 เดือน

เด็กที่มีพัฒนาการตามแบบฉบับจะหันศีรษะเมื่อได้ยินชื่อ เด็กที่เป็นโรคออทิสติก ASD อาจไม่หันมามอง แม้จะซ้ำชื่อหลายครั้งแล้ว แต่จะตอบสนองต่อเสียงอื่นๆ

อายุ 18 เดือน

เด็กที่มีทักษะปกติการหากพูดช้า จะชี้ ทำท่าทาง หรือใช้การแสดงออกทางสีหน้า เพื่อชดเชยการพูด เด็กที่เป็นออทิสติก อาจไม่พยายามชดเชยคำพูดที่ล่าช้าหรืออาจจำกัดการพูดให้พูดซ้ำในสิ่งที่พวกเขาได้ยินทางทีวีหรือสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยิน

ลูกชอบมองเพดาน

อายุ 24 เดือน

เด็กที่มีพัฒนาการตามแบบฉบับจะนำภาพมาอวดแม่และแบ่งปันความสุขกับเธอ เด็กที่เป็นออทิสติก อาจนำขวดนมของแม่มาเปิด แต่พวกเขาไม่มองหน้าแม่เมื่อทำหรือแบ่งปันความสุขในการเล่นด้วยกัน

ข้อสังเกตที่ควรคำนึงถึง คือ หากทารกจะจ้องมองเพดานหลังจากผ่านไปประมาณ 12 ถึง 16 สัปดาห์ และคุณรู้สึกว่าไม่สามารถดึงความสนใจของทารกออกจากเพดานได้ แม้ในระยะเวลาสั้นๆ  เป็นไปได้ว่า อาจมีอย่างอื่นเกิดขึ้น  ถ้าพวกเขาไม่รู้จักใบหน้าที่ซ้ำซากเหมือนพ่อกับแม่  อาจถึงเวลาปรึกษากับกุมารแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยอาการผิดปกติบางอย่าง

ดร.แมรี โคห์น กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า ความแตกต่างของอายุ เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงหากคุณกังวล  เนื่องจากทารกมีพัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  การจ้องมองที่เพดานเป็นเรื่องปกติมากสำหรับทารกแรกเกิดก็จริง แต่อาจไม่ปกติสำหรับทารกที่มีอายุ เกินกว่า 18 เดือน หรือ หนึ่งขวบครึ่ง เป็นต้นไป

สุขภาพของดวงตา ตลอดจนพัฒนาการในการมองเห็นของเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม หากเกิดความผิดปกติใด ควรหาทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งในปัจจุบันที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากมาย ที่คอยล่อตาล่อใจเด็กๆวัยอยากรู้อยากเห็น ก็มีโอกาสทำให้สายตาของเด็กเกิดปัญหาก่อนวัยอันควรได้ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กๆ อยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือ แทปเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน เมื่อเด็กๆ เติบโตพอที่จะเข้าใจในเหตุและผลต่างๆ เราควรปลูกฝังให้ลูกๆ ได้รู้ถึงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการใช้สายตา วิธีการถนอม และดูแลดวงตา การทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงระบบต่างๆ ของร่างกาย และสายตาให้ทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งนอกจากจะป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของลูกแล้วยังเป็นการเสริมสร้างทักษะความฉลาดรอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) ได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : momjunction.com , healthychildren.org , kindercare.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! ลูกจ้องจอนาน เสี่ยง สายตาสั้นเทียม ตัดแว่นได้ไม่ตรงค่าสายตา

10 ปัญหา โรคตาเด็ก ที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีรักษา

รู้จักและเข้าใจ แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม ภาวะพัฒนาการบกพร่องในเด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กหลอดแก้ว โรงพยาบาลเวชธานี

เปิดบันทึก “แม่” มดลูกพิการ แต่สร้างปาฏิหาริย์ด้วย “เด็กหลอดแก้ว”

บทบาทสำคัญของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรารถนาอยากจะเป็น “แม่” คำสั้นๆ คำนี้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และต้องแลกมาด้วยความอดทนพยายาม เพื่อทำทุกวิถีทางให้ได้มีลูก ความผิดหวังจากอุปสรรคทางร่างกายที่ไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ อาจเป็นสิ่งที่ยากเกินจะยอมรับสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการมีลูก แต่ทุกอุปสรรคย่อมมีทางออก แม้ว่าต้องใช้ความอดทนทุ่มเทอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าสำหรับการได้เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตเล็กๆ ซึ่งก็คือดวงใจของผู้เป็นแม่

แม้จะผิดหวังกับการทำ เด็กหลอดแก้ว มาหลายครั้ง อีกทั้งก่อนหน้าก็พยายามตั้งครรภ์ตามธรรมชาตินานถึง 2 ปี  สำหรับบางคนอาจถอดใจไปแล้ว แต่ “คุณตาล – เกศรา วาณิชวัฒนกุล” เธอไม่เคยยอมแพ้ แม้จะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

V Fertility Center

2 ปีแรกแห่งความล้มเหลว

“ตาลแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่ประมาณ 6 ปีที่ออสเตรเลีย ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องมีลูก เพราะยังสนุกกับการทำงาน และคิดว่าร่างกายเราแข็งแรงดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่ค่ะ พอถึงวันที่อยากมีลูก อยากทำหน้าที่แม่ตามที่วาดฝันเอาไว้ กลายเป็นว่าตาลกับสามีพยายามมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติอยู่นานถึง 2 ปีกว่าๆ แต่ไม่สำเร็จสักที ซึ่งตอนนั้นตาลอายุ 33 ปีแล้ว จึงเดาว่าตัวเองมีลูกยากหรือเปล่า น่าจะมีปัญหาอะไรแน่ๆ เลย จึงตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI วิธีนี้ตาลเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีญาติฝั่งคุณพ่อไปทำค่ะ แล้วเขาได้ลูกแฝดสามมาเลยทีเดียว เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คน ซึ่งตอนนั้นตาลรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากๆ ดีจังเลย และตัวเราเองก็อยากมีลูกอยู่แล้วด้วย ตอนนั้นก็คิดไว้ในใจเล่นๆ เหมือนกัน ว่าอยากมีลูกแฝดบ้าง”

ความหวังครั้งใหม่ที่ยังมาไม่ถึง

“เมื่อคุณหมอที่ออสเตรเลียแนะนำว่าให้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ตาลก็ตัดสินใจทำเลยค่ะ เพราะเราอยากมีลูกมากจริงๆ บวกกับเคยเห็นคนที่ทำแล้วเขามีลูกได้สำเร็จ แถมยังเป็นลูกแฝดตามที่เราเคยคิดเอาไว้ด้วย แต่หนทางการเป็นแม่ของตาลไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะประสบการณ์การทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ครั้งนั้น คงต้องเรียกว่าไปไม่ถึงฝันค่ะ โดยผลการตรวจเบื้องต้น คุณหมอบอกว่าตาลมีซีสต์อยู่เต็มมดลูก ทำให้มีลูกยาก ส่วนสามีเจอปัญหาสเปิร์มไม่แข็งแรง ตอนนั้นคุณหมอจึงให้ตาลกินยาปรับฮอร์โมนก่อนทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ซึ่งตาลทำกับโรงพยาบาลนี้ 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จเลย ยอมรับว่ารู้สึกท้ออยู่บ้าง แต่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เด็ดขาด จึงตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาล แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นก็ยอมค่ะ พอตรวจใหม่ คุณหมอบอกว่ามดลูกตาลไม่สมบูรณ์ เรียกว่ามดลูกพิการ เพราะมีผนังกั้นในโพรงมดลูก  ต้องผ่าตัดก่อนถึงจะรู้ว่าควรแก้ไขอย่างไรต่อไป

“ด้วยสัญชาตญาณความอยากเป็นแม่ของตาล ทำให้รู้สึกว่าการรักษาที่ออสเตรเลียไม่โอเคแล้ว จึงตัดสินใจทิ้งชีวิตทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วกลับไปรักษาที่เมืองไทย คิดในใจว่ากลับบ้านเราดีกว่า เพราะการรักษาที่ออสเตรเลียยุ่งยากและใช้เวลานานมาก กว่าจะตรวจ กว่าจะรู้ผลแต่ละอย่าง เช่น ถ้าจะตรวจเลือดก็ต้องไปที่หนึ่ง ถ้าจะตรวจ MRI ก็ต้องไปอีกที่หนึ่ง แล้วกว่าจะตรวจครั้งต่อไปได้ ก็ต้องเว้นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ เรียกว่าไม่ทันใจคนอยากมีลูกมากๆ แบบตาลจริงๆ ค่ะ”

บทบาทที่ยิ่งใหญ่ สร้างชีวิตใหม่เกิดขึ้น

“เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ตาลก็มุ่งหน้าไปที่ V Fertility Center เลยค่ะ เพราะมีคนรู้จักหลายคนเคยทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับที่นี่ แล้วเขามีลูกได้สมความตั้งใจ อีกทั้งตาลยังได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับ V Fertility Center มาก่อนด้วย ทำให้รู้ว่าที่นี่เขาเป็นโรงพยาบาลแรกของโลก ที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานรายโรค หรือ CCPC ด้านเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร จากสถาบัน Joint Commission International หรือ JCI สหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งทำให้ตาลรู้สึกมั่นใจมากขึ้น”

v-fertility-center-2

 

ปณิตา โตเกียรติวงศ์ชัย

 

ตุลยดา โนนเวียงแก

“ที่ V Fertility Center ตาลทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับคุณหมอวรวัฒน์ ศิริปุณย์ ท่านเป็นสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ซึ่งตาลรู้สึกประทับใจทุกอย่างตั้งแต่วันแรกเลยค่ะ คุณหมอให้คำปรึกษาในแบบที่เข้าใจหัวอกคนอยากมีลูก ความน่ารักของทีมพยาบาลที่คอยดูแลและให้กำลังใจ โดยเฉพาะเรื่องความครบวงจรของที่นี่ ซึ่งสามารถตรวจทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียวและวันเดียว แถมยังรู้ผลแบบรวดเร็วทันใจภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ไม่ยุ่งยากหรือรอนานเหมือนที่ออสเตรเลีย”

วรวัฒน์ ศิริปุณย์

คุณหมอวรวัฒน์ เล่าเสริม “ในการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI คุณแม่หลายคนจะมีความกังวลว่า เด็กที่เกิดมาด้วยวิธีนี้จะแข็งแรงเหมือนเด็กที่เกิดจากธรรมชาติหรือเปล่า ซึ่งผมขออธิบายว่า ในขั้นตอนตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ของ V Fertility Center เรามีนักวิทยาศาสตร์และห้องแล็บเป็นของตัวเอง และนักวิทยาศาสตร์ผ่านการรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology) ซึ่งเป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เราจึงมีประสิทธิภาพในการดูแลไข่ อสุจิ ตัวอ่อน รวมถึงทุกกระบวนการของการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความแม่นยำสูง อีกทั้งการบริการภายในยังเป็น One Stop Service คือสามารถทำได้เองในทุกกระบวนการ ใครที่กังวลว่าเด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จะมีความแข็งแรงเทียบเท่าเด็กที่เกิดจากวิธีธรรมชาติไม่ได้ เรื่องนี้มีผลการศึกษามาโดยตลอดและพบว่า เด็กคนแรกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว ตอนนี้อายุ 40 กว่าปีแล้ว และทั่วโลกมีเด็กที่เกิดจากวิธีนี้มากกว่าล้านคน ซึ่งทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงดีเทียบเท่าเด็กที่เกิดจากวิธีธรรมชาติ”

คุณตาล เล่าต่อ “พอคุณหมออธิบายให้ฟัง ตาลก็มีความมั่นใจและความหวังมากขึ้นเยอะ แม้ว่าผลการตรวจร่างกาย คุณหมอจะวินิจฉัยออกมาคล้ายๆ กับคุณหมอโรงพยาบาลที่ออสเตรเลีย แต่เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของที่นี่สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คุณหมอที่ออสเตรเลียบอกว่าตาลมีโอกาสมีลูกสำเร็จเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วคุณหมอวรวัฒน์ก็อธิบายชัดเจนกว่าเยอะเลยค่ะ มีภาพให้เราดูและมีการวาดภาพประกอบให้เราเข้าใจง่ายขึ้น ปัญหาของตาลคือมดลูกพิการ นั่นคือมีเนื้องอกที่มดลูก และมีผนังกั้นกลางมดลูก ซึ่งอาจทำให้ตัวอ่อนติดไม่ดี หรืออาจเกิดการแท้งได้ง่าย”

“คุณหมอแนะนำให้ตาลกระตุ้นไข่ก่อน เพราะรังไข่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพื่อเก็บไข่มาผสมกับอสุจิให้ได้เป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงตัวอ่อนเก็บเอาไว้ก่อน จากนั้นพอถึงขั้นตอนที่จะย้ายตัวอ่อนกลับไปฝังที่มดลูก คุณหมอจึงจัดการกับมดลูกตาลที่มีปัญหาให้พร้อม โดยผ่าตัดเอาผนังกั้นกลางมดลูกและเนื้องอกที่มดลูกออกไป และตัวตาลเองก็พยายามออกกำลังกายให้ร่างกายฟิต ให้มดลูกแข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะว่ารู้สึกตัวเองว่าตัวเล็กไปไหม และคุณหมอก็จะให้ยาเพื่อเป็นการบูสท์ฮอร์โมนส่วนสามีไม่ต้องทำอะไรมากเลย แค่เก็บอสุจิเรียบร้อย ก็หมดหน้าที่เขาแล้วค่ะ” (หัวเราะ)

ช่วงเวลาแห่งความพยายาม

“ตาลทำเด็กหลอดแก้ว ICSI กับ V Fertility Center โดยได้กระตุ้นไข่ 1 ครั้ง และย้ายตัวอ่อนทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันค่ะ ก่อนทำทุกครั้งตาลพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดตามคำแนะนำของคุณหมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน หรือออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งขอบอกเลยว่าพยายามเต็มที่และลุ้นมากทุกครั้ง อย่างครั้งแรกใส่ตัวอ่อนตัวเดียวไม่ติดเลย พอใส่ครั้งที่สองคุณหมอถามว่าจะใส่ตัวอ่อนไปสองตัวเลยไหม ซึ่งค่อนข้างอันตรายหากตัวอ่อนทั้งสองตัวแยกเป็นสามหรือสี่ เพราะจะกลายเป็นแฝดสามแฝดสี่ แต่การใส่สองตัวก็เป็นการเผื่อไว้ เพราะอาจจะติดแค่ตัวเดียวก็ได้ ซึ่งเราก็โอเค ใส่สองตัวเลย เตรียมใจไว้แล้ว ครั้งนั้นร่างกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลง มีอาการเวียนหัว พอไปตรวจก็พบว่าติดทั้งสองตัว แต่ว่าติดแค่ 11 สัปดาห์ก็หลุด ตาลมีโอกาสดีใจอยู่ได้ไม่นาน และใช้เวลาทำใจกับความสูญเสียอยู่สักพัก ตาลก็ฮึดย้ายตัวอ่อน กับ V Fertility Center อีกครั้ง ครั้งที่สามก็เลยบอกคุณหมอว่าใส่สองตัวเลยแล้วกัน ซึ่งเป็นตัวอ่อนสองตัวสุดท้ายของเรา เพราะตอนแรกตาลเก็บตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดไว้อยู่ห้าตัว ปรากฏว่าติดค่ะแต่ตาลยังไม่ดีใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมีบทเรียนความผิดหวังจากครั้งที่สอง การทำครั้งนั้นจึงทั้งลุ้นและกังวลใจ เพราะกลัวว่าเขาจะหลุดไปอีก”

“ตอนนั้นตาลจึงพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดทุกวิถีทางเลยค่ะ พยายามเดินให้น้อยที่สุด ใช้วิธีนั่งรถเข็นเอา จะเดินแค่เฉพาะเวลาเข้าห้องน้ำเท่านั้น จนมาถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตาลลุ้นและกังวลใจมากที่สุด คือตาลมีอาการเลือดออก ซึ่งตอนแรกตาลรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน พอคุณหมอเห็นอาการแบบนี้ ก็บอกให้ตาลเตรียมทำใจเอาไว้เลย เพราะมีโอกาสแท้งถึง 80% ขอบอกเลยว่าตอนนั้นเครียดมากๆ ค่ะ จึงตัดสินใจโทรไปปรึกษาคุณหมอวรวัฒน์ ซึ่งคุณหมอบอกให้ตาลใจเย็นๆ ก่อน แล้วพรุ่งนี้ให้ไปหาเขานะ พอวันรุ่งขึ้นตาลก็รีบไปที่ V Fertility Center เลยค่ะ พอตรวจกันเสร็จสรรพ คุณหมอก็พยายามช่วยตาลอย่างเต็มที่ ให้ยามาทุกแบบเลย ไม่ว่าจะเป็นฉีด แปะ เสียบ หรือทา รวมถึงเฝ้าติดตามอาการตลอดและคอยให้กำลังใจ เรียกว่าช่วยเราแบบสุดความสามารถจริงๆ จนสุดท้ายตาลก็ได้ลูกแฝดชายหญิงมาค่ะ” (ยิ้ม)

หัวใจคุณแม่นักสู้ ท้อแต่ไม่ถอย

“ด้วยความที่ตาลไม่ได้ทำเด็กหลอดแก้ว ICSI สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แถมการทำที่ออสเตรเลีย ก็แทบจะไม่มีหวังเลย ทำให้ช่วงแรกๆ รู้สึกท้อบ้างค่ะ แต่ตาลไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยังคงพยายามทำตามความตั้งใจของตัวเองที่อยากจะเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโต อยากทำหน้าที่แม่อย่างที่ฝันเอาไว้ ซึ่งพอได้เปลี่ยนมาทำกับ V Fertility Center ก็รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น แม้จะไม่ได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แต่ทุกครั้งตาลจะเห็นความหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากครั้งแรกที่ไม่ติดเลย ครั้งที่สองก็ติดแต่หลุดไป กระทั่งครั้งที่สามก็สำเร็จจนได้”

“กว่าจะมีวันนี้ได้ นอกจากจะขอบคุณความใจสู้ของตัวเองแล้ว ตาลต้องขอขอบคุณ V Fertility Center ด้วยค่ะ โดยเฉพาะคุณหมอวรวัฒน์และทีมพยาบาลทุกคนที่ดูแลตาลอย่างดีทุกขั้นตอน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจตาลมาตลอด ตั้งแต่วันแรกที่มาตรวจจนถึงวันคลอด บรรยากาศก็เป็นส่วนตัว มาแล้วรู้สึกอบอุ่นและอุ่นใจทุกครั้ง ถ้ามีใครมาถามเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ตาลก็จะแนะนำที่นี่ทันทีเลย เพราะที่แห่งนี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการได้ทำหน้าที่แม่คนหนึ่งของตาล ทำให้ ณ วันนี้ตาลมีความสุขมากๆ ภูมิใจและอิ่มเอมใจที่ได้ทำหน้าที่แม่อย่างที่ฝันเอาไว้ รวมถึงคนในครอบครัวของตาลทุกคน ก็ดีใจและมีความสุขตามไปด้วย เพราะลูกๆ มาช่วยเติมเต็มครอบครัวให้อบอุ่นและสมบูรณ์แบบค่ะ” (ยิ้ม)

จากเรื่องราวของคุณแม่นักสู้ “คุณตาล – เกศรา วาณิชวัฒนกุล” สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันหลายครอบครัวนิยมมีลูกกันช้าลง เนื่องจากวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่ความมั่นคงทางการเงินเป็นหลัก จนลืมนึกถึงการสร้างครอบครัว รวมถึงการมีลูก ทำให้เมื่อถึงวันที่คิดอยากจะมีลูก ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุ สุขภาพร่างกาย อาจไม่เอื้ออำนวย ทำให้มีลูกยาก ซึ่งการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำให้บทบาทที่ยิ่งใหญ่ในฐานะแม่เกิดขึ้น เพื่อสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาเติมเต็มความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

v-fertility-center

ดังนั้นนอกจากประสบการณ์จริงของคุณแม่ที่ต่อสู้กับภาวะการมีลูกยากได้สำเร็จ ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI แล้ว แพรว ยังขอพาทุกคนไปเจาะลึกเกี่ยวกับการฝากไข่และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคนี้และคนที่ประสบปัญหาการมีลูกยาก จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการมีบุตรยากอีก 2 ท่าน ประจำ V Fertility Center

ศรมน ทรงวีรธรรม

พญ.ศรมน ทรงวีรธรรม สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ อธิบายว่า “อายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์มากที่สุดคือช่วงอายุ 20-30 ปี เพราะหลังจากนั้นปริมาณและคุณภาพของไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของผู้หญิงจะลดลง โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปี จะมีผลทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงอยากแนะนำทางออกสำหรับผู้หญิงที่อยากมีลูกในอนาคตหรือในเวลาที่พร้อม ให้เข้ามาฝากไข่แช่แข็งเอาไว้ก่อน เพื่อคงสภาพเซลล์ไข่ในขณะที่อายุยังน้อย โดยอายุที่เหมาะสมกับการเก็บไข่ คือช่วงอายุ 20-35 ปี เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณไข่มากและมีคุณภาพดี ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถแช่แข็งเซลล์ไข่ได้นานเกิน 10 ปี ในต่างประเทศมีรายงานเด็กที่เกิดจากเซลล์ไข่ที่แช่แข็งเป็นเวลา 14 ปี ซึ่งการแช่แข็งเซลล์ไข่ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก และไม่ส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์อีกด้วย”

วนากานต์ สิงหเสนา

พญ.วนากานต์ สิงหเสนา สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ โดยส่วนใหญ่จะนำมาใช้ทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมีทั้งแบบ IVF และ ICSI แต่การทำ ICSI จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จมากกว่า เพราะเป็นการนำไข่และอสุจิมาปฏิสนธิ โดยจะฉีดอสุจิเข้าไปที่ไข่โดยตรง เมื่อได้ตัวอ่อนมา ก็จะถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม ทั้งอุณหภูมิและแก๊ส ซึ่งในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryoscope) ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดดูการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตลอดเวลา เพราะมีการใช้กล้องช่วยมอนิเตอร์ตัวอ่อนแทน โดยจะมีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงอายุ 5 วัน หรือที่เรียกว่าระยะบลาสโตซิส ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความพร้อมและความแข็งแรงเพียงพอสำหรับการถูกย้ายเข้าไปฝังในโพรงมดลูกของผู้หญิง เพื่อตั้งครรภ์ต่อไป”

V fertility Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

โทร. 082-903-2035

ไลน์ : @vfertilitycenter

เฟซบุ๊ก : V Fertility Center-ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

แพ็กเกจ ICSI โรงพยาบาลเวชธานี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พยาธิไชผิวหนัง

อุทาหรณ์!! ลูกเล่นดิน-โคลน-ทราย เจอ พยาธิไชผิวหนัง!!

แม่ฝากเตือน!! ช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงให้ลูกไปเล่นดิน โคลน ทราย และอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะอาจเจอ พยาธิไชผิวหนัง!! เหมือนลูกของคุณแม่ท่านนี้

อุทาหรณ์!! ลูกเล่นดิน-โคลน-ทราย เจอ พยาธิไชผิวหนัง!!

ทีมแม่ ABK ขอนำอุทาหรณ์จากคุณแม่ Ouy Thipsuda ที่ได้ออกมาเตือนคุณแม่ท่านอื่นว่าในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงให้ลูกไปเล่นดิน โคลน ทราย เพราะอาจเจอ พยาธิไชผิวหนัง เหมือนลูกของคุณแม่ โดยคุณแม่ได้โพสรูปพยาธิที่ขยับอยู่ใต้ผิวหนังของลูก และยังได้เล่าอาการและวิธีการรักษามา ดังนี้

ฝากเตือนแม่ ๆ ทุกบ้านช่วงนี้หลีกเลี่ยงให้เด็ก ๆ ที่บ้านอย่าไปเล่นดิน โคลน ทราย เพราะช่วงนี้พยาธิปากขอมากับน้ำกับสิ่งสกปรกเราไม่สามารถมองเห็นได้ #บ้านนี้เจอแล้ว 1 คน🥺

พยาธิไชผิว
พยาธิไชผิว

สำหรับอาการของน้อง น้องไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงแต่คันมากช่วงเป็น 2 – 3 วันแรก คุณหมอรักษาโดยการให้กินยาถ่ายพยาธิกับสะกิดตรงผิวหนังที่นูน ๆ และฉีดแอกฮอล์ล้างมือบ่อย ๆ ค่ะ

โดยล่าสุด คุณแม่ได้มาอัพเดทอาการของน้องว่า อัพเดทอาการล่าสุดนะคะ รักษาโดยคุณหมอให้กินยาถ่ายพยาธิ+ฉีดแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อย ๆ ขอบคุณแม่ ๆ ทุกบ้านที่ให้คำแนะนำมานะคะ🙏

แม่ ๆ ทุกคนคงสงสัยว่าพยาธิสามารถไชเข้าไปในผิวหนังได้จริงหรือ? ทำไมรอยโรคถึงน่ากลัว? และถ้าหากเป็นแล้วสามารถซื้อยารับประทานเองได้หรือไม่? มาหาคำตอบกันค่ะ

พยาธิไชผิวหนัง เกิดจากโรคอะไร?

สำหรับโรคที่เกิดขึ้นกับน้องนั้น เรียกว่า โรคพยาธิชอนไชผิวหนัง (Cutaneous larva migrans) คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากพยาธิตัวกลมระยะตัวอ่อน (ส่วนมากเป็นพยาธิปากขอหรือพยาธิเส้นด้าย) ของสัตว์ พยาธิระยะตัวอ่อนจะไชไปตามผิวหนัง ชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดผื่นมีลักษณะเป็นเส้นนูนสีแดงคดเคี้ยวใต้ผิวหนังตามทางที่พยาธิไชผ่าน เนื่องจากคนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พยาธิเจริญเติบโต พยาธิตัวอ่อนจึงเดินทางไปตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังโดยไม่สามารถเจริญเป็นระยะตัวแก่ในร่างกายคนได้ จนในที่สุดพยาธินั้นจะตายไปเอง พยาธิสภาพและอาการแสดงทางผิวหนังจะเป็นอยู่นานจนกว่าพยาธิจะถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันหรือได้รับยาฆ่าพยาธิ โรคนี้พบมากในเขตร้อน เช่น ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปอาฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น

ปรสิตที่เป็นสาเหตุ คือ

  • พยาธิปากขอของแมวและสุนัข Ancylostoma braziliense (พบบ่อยที่สุด), A. caninum, A. ceylanicum,
    A. tubaeforme, Uncinaria stenocephala, Bunstomum phlebotomum
  • พยาธิเส้นด้ายของสัตว์ Strongyloides papillosus (พยาธิของแพะ แกะ วัว), S. westeri (พยาธิของม้า)

ติดเชื้อได้อย่างไร?

ไข่ของพยาธิเหล่านี้ปะปนอยู่ตามดิน โดยเฉพาะดินทราย (clay soil) ในพื้นที่ที่มีอาการร้อนชื้น ดังนั้น เด็กเล็กที่คนเลี้ยงนำไปเล่นตามพื้นดินที่มีไข่ของพยาธิปะปนอยู่ หรือไปเล่นกับลูกสุนัข หรือแมว มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่าย โดยทานไข่ของพยาธิชนิดนี้เข้าทางปาก หรือคนที่เดินเท้าเปล่า พยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อที่อยู่ที่พื้นดินชื้นแฉะไชเข้าผิวหนัง หรืออาจจะติดตามตัวทาก โดยสามารถไชผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ เช่น ชุดว่ายน้ำ ได้

หรือบางรายจากการทานเนื้อสัตว์ที่มีตัวอ่อนฝังอยู่อย่างดิบ ๆ สุก ๆ ตัวอ่อนระยะที่สองของพยาธิชนิดนี้จะฟักออกจากไข่ ที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น และไชทะลุผ่านเยื่อบุผนังลำไส้คน เข้าสู่กระแสเลือดดำพอทัล (portal circulation) และไปที่ตับ กระแสโลหิตจะพัดพาต่อไปที่ปอด และเข้าสู่กระแสโลหิตทั่วร่างกายต่อไป

กลไกการเกิดโรค

ผู้ป่วยจะเกิดผื่นหลังจากตัวอ่อนไชผ่านผิวหนังเข้ามาประมาณ 2- 50 วัน ตอนแรกจะเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงก่อน
เมื่อพยาธิเริ่มเคลื่อนที่โดยการไช จะเห็นผื่นเป็นเส้นนูนสีแดงกว้าง 2-3 มิลลิเมตรคดเคี้ยวไปมาผื่นอาจมีความยาวได้ถึง 15-20 ซม. ตัวอ่อนของพยาธิเคลื่อนที่ได้วันละ 2-3 มิลลิเมตร จนถึงหลายเซนติเมตร อาจเกิดตุ่มน้ำตามแนวที่พยาธิไช อาจมีผื่นเกิดขึ้นหลายแห่งพร้อมกัน ผื่นมักพบบริเวณที่ผิวหนังที่สัมผัสกับดินโดยตรง คือ มือ เท้า ในเด็กเล็กอาจพบผื่นที่ก้น อาการร่วมที่สำคัญคือต้องมีอาการคันอย่างมาก อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ อาการทางผิวหนังมักจะเกิดใน 1-5 วันหลังสัมผัส และคงอยู่ได้นาน 2-14 สัปดาห์หรือนานเป็นปี อาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น อาการทางปอด เช่น ไอ หรือ ผื่นลมพิษ

สำหรับตัวจิ๊ดการเคลื่อนที่ตัวอ่อนของพยาธิจะอยู่ในผิวหนังชั้นลึกกว่า จึงทำให้เกิดอาการบวมแดง อักเสบและปวด ย้ายที่ไปมา ต่างกับกลุ่มพยาธิปากขอ เนื่องจากไม่ใช่ที่อยู่ของพยาธิเหล่านี้ ทำให้พยาธิไม่สามารถเติบโตเป็นตัวแก่ในคนได้ จึงไชอยู่ในผิวหนัง จนตายไปเอง หรือภูมิต้านทานของร่างกายมาจัดการหรือจากการรักษา

พยาธิไชผิวหนัง อันตรายไหม
พยาธิไชผิวหนัง อันตรายไหม

โรค พยาธิไชผิวหนัง รักษาได้อย่างไร?

ถ้าไม่รักษาผื่นอาจหายได้เองภายใน 4 สัปดาห์ – 2 ปี โดยไม่ต้องใช้ยารักษา หรือหากแพทย์พิจารณาการรักษาโดยการใช้ยา ยาที่ใช้รักษา คือ

  1. Ivermectin รับประทานครั้งเดียว หาย 81-100%
  2. ยาทา Thiabendazole ทาบริเวณผื่นวันละ 2-4 ครั้งนาน 2 สัปดาห์ให้ผลการรักษาดีเท่าการรับประทานยา
    ivermectin
  3. Thiabendazole รับประทานวันละหนึ่งครั้งนาน 2 วัน หายประมาณ 68-84% เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก
    คือ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะจึงไม่ค่อยนิยมใช้
  4. Albendazole รับประทานวันละหนึ่งครั้งนาน 3 วัน หายประมาณ 46-100%

ป้องกันไม่ให้ พยาธิไชผิวหนัง เข้าร่างกายได้อย่างไร?

เนื่องจากในประเทศไทยพบอัตราการเป็นโรคพยาธิปากขอสูงในแมวและสุนัข จึงมีโอกาสที่พยาธิปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้พยาธิไชเข้าร่างกาย ดังนี้

  1. อย่าเดินเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าเวลาเดินเสมอ
  2. หลีกเลี่ยงการนั่งหรือใช้มือสัมผัส ดิน โคลน ทราย ที่สงสัยว่าปนเปื้อนมูลสัตว์
  3. ถ่ายพยาธิในแมวและสุนัขเพื่อไม่ให้มีการแพร่ปรสิตสู่ดิน

หวังว่าอุทาหรณ์นี้จะช่วยเตือนแม่ ๆ ให้ระวังเมื่อลูกไปเล่น ดิน โคลน ทราย นะคะ ควรให้ลูกสวมรองเท้าเมื่ออยู่นอกบ้านเสมอ แม้จะเป็นพื้นหญ้าก็ตาม เพราะเราไม่รู้เลยว่าพื้นที่บริเวณนั้นอาจปนเปื้อนอุจาระของสุนัขหรือแมวหรือไม่ นอกจากนี้ควรให้ลูกล้างมืออยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากค่ะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แบคทีเรียกินเนื้อ ระบาดทั่ว จ.น่าน! หมอแนะอย่าย่ำน้ำลุยโคลน!!

ครูสอนเด็กเรื่อง “เชื้อโรคที่มือ” ผ่าน “ขนมปัง”

ลูกติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะแม่ล้างมือไม่สะอาด

โรคเด็ก ที่พบบ่อย โรคในเด็ก ยอดฮิต พ่อแม่ต้องระวัง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณแม่ Ouy Thipsuda, ร.ศ.พ.ญ. กัญญารัตน์ กรัยวิเชียร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผ.ศ.พ.ญ. จิตติมา ฐิตวัฒน์ คณะเวชศาสคร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล , สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การดูแลทารกหลังคลอด

การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงยังไง? กินนม-อาบน้ำ กี่ครั้ง?

หลังจากกลับจากโรงพยาบาลแล้ว พ่อแม่มือใหม่มักจะทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเลี้ยงลูกน้อยตามลำพัง มาดูวิธี การดูแลทารกหลังคลอด ว่าต้องเลี้ยงอย่างไร? กินนม นอน อาบน้ำ วันละกี่ครั้ง?

การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงยังไง? กินนม-อาบน้ำ กี่ครั้ง?

ทารกที่มีอายุตั้งแต่แรกคลอด – 28 วัน เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก จากเดิมที่อยู่ในครรภ์ของแม่ที่มีสภาพแวดล้อมอบอุ่น ก็ต้องมาอยู่ในโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร หวาดกลัว หิวนม ง่วงนอน และยังไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร จึงเป็นช่วงชีวิตที่มีความต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวม 10 วิธี การดูแลทารกหลังคลอด เลี้ยงอย่างไร กินนม นอน อาบน้ำวันละกี่ครั้ง ดังนี้

10 วิธี การดูแลทารกหลังคลอด

  1. การให้นมลูก

เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มให้นมบุตรคือ การให้นมลูกทันทีหลังคลอด โดยปกติลูกน้อยจะตื่นตัวมากหลังคลอด และเมื่อวางลูกน้อยบนหน้าอก ลูกอาจเคลื่อนตัวไปที่เต้านมและเริ่มดูดนมได้เอง อย่ากังวลว่าจะไม่สามารถให้นมลูกได้ทันทีหลังคลอด เด็กแรกคลอดส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาแม้ว่าน้ำนมของคุณแม่จะมาช้า นอกจากนี้ยังควรมีความถี่ในการให้นมลูกทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมงในช่วงแรกหรือตามที่ลูกน้อยต้องการ วิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมได้มากขึ้นและเพื่อลดหรือป้องกันอาการคัดตึงเต้านม ไม่ควรให้ลูกน้อยดื่มน้ำในช่วงนี้

อ่านต่อ

ท่าให้นมลูกที่ถูกต้อง ช่วยให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่

10 เรื่องอะไร ควรทำ ไม่ควรทำ ช่วงให้นมลูก

2. การนอนหลับให้เพียงพอ

ทารก นอนหลับ
ทารก นอนหลับ

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับทารก เพราะการนอนหลับที่เพียงพอจะมีผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและสมองของลูกน้อย การนอนหลับจะช่วยเชื่อมต่อสิ่งต่าง ๆ ในสมองของลูก สมองของลูกจะค่อย ๆ พัฒนาและแข็งแรงขึ้นตลอดการนอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกได้นอนหลับได้อย่างเพียงพอ ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

ทารกแรกเกิดควรนอนคว่ำหรือนอนหงาย? เนื่องจากช่วง 1-2 เดือนแรก ลูกน้อยยังคอไม่แข็งดี สถาบันการแพทย์ทั่วโลกและในประเทศไทยแนะนําให้ลูกน้อยนอนหงาย เพราะเป็นท่าที่ปลอดภัยมากที่สุด แต่ถ้าอยากให้ลูกน้อยนอนคว่ำหรือนอนตะแคงเพราะความเชื่อที่ว่าหัวจะสวย คุณแม่ควรจะต้องดูลูกน้อยอยู่ตลอดเวลาอย่าละสายตาเพื่อความปลอดภัยในการหายใจของเขา เช่น หัวอาจจะไปซุกอยู่ในที่นอนทําาให้หายใจไม่สะดวก จนอาจเกิดอันตรายได้

อ่านต่อ

ตารางการนอนของทารก นอน/ตื่นกี่ครั้ง นอนนานแค่ไหน?

คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูกน้อย

3. การร้องไห้

การดูแลทารกหลังคลอด
การดูแลทารกหลังคลอด

เป็นเรื่องธรรมดาของทารกแรกเกิดที่จะร้องไห้เป็นประจำ เนื่องจากยังไม่สามารถสื่อสารออกมาให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อลูกร้องไห้คือ ดูว่าถึงเวลาให้นมหรือยัง ตรวจดูผ้าอ้อมว่าชื้นหรือไม่ ดูที่ท้องของลูกน้อย ว่าลูกน้อยรู้สึกท้องอืดหรือถึงเวลาขับถ่ายของลูกหรือไม่ หากตรวจดูครบแล้วว่าไม่ใช่สาเหตุจากข้างต้น ก็ให้ดูว่าลูกอาจจะไม่สบาย ณแม่ลองจับตัวลูกดูก็อาจจะรู้สึกได้ว่าลูกตัวร้อนผิดปกติ และอาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ อาเจียนร่วมด้วย ควรวัดอุณหภูมิเพื่อดูว่ามีไข้หรือไม่ หากคุณแม่พบว่าลูกไม่สบาย ควรรีบพาไปพบแพทย์

อ่านต่อ

ลูกร้องไห้งอแง ทารกร้องแบบไหนเรียกว่าผิดปกติ?

ลูกร้องโคลิค สาเหตุ อาการ และวิธีแก้ไข

4. การดูแล “สะดือ” ของลูกน้อย

ในขณะที่ทารกยังอยู่ในท้องแม่ สายสะดือ เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างรกและลูกน้อยที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ มีความยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ประกอบด้วยเส้นเลือดดำ 1 เส้นคอยทำหน้าที่นำส่งเลือดที่อุดมไปด้วยอาหารและออกซิเจนจากรกไปสู่ทารกในครรภ์ และเส้นเลือดแดง 2 เส้นที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงของเสียออกจากร่างกายของทารก

สายสะดือจะหยุดการทำหน้าที่ที่สำคัญในการขนส่งเลือดไปมาระหว่างแม่และลูกเมื่อถูกตัดขาดด้วยเครื่องมือแพทย์ภายหลังการคลอด โดยสายสะดือที่ถูกตัดออกนั้นจะค่อย ๆ แห้ง เปลี่ยนเป็นสีดำ ก่อนจะหลุดออกในช่วงสัปดาห์แรกและกลายเป็นสะดือที่มองเห็นได้บนร่างกาย ดังนั้น สะดือ ก็เป็นเหมือนแผลจากการตัดสายสะดือนั่นเอง สะดือ จึงถือว่าเป็นจุดที่บอบบาง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เป็นซอกอับชื้น เชื้อราและยีสต์เจริญเติบโตได้ดี

อ่านต่อ

ทำความสะอาดสะดือลูก..อย่างถูกวิธีกันเถอะ

สะดือหลุด กี่วันแห้ง? พร้อมวิธีดูแลหลังลูกสะดือหลุด

5. การดูแลช่องปากของลูกน้อย

หลังจากให้ลูกทานนมอิ่มแล้ว การเช็ดทําความสะอาดช่องปากของลูก ก็ถือเป็นเรื่องสําคัญ เนื่องจากคราบนมที่ติดตามเหงือกและลิ้นของลูก อาจทําให้เกิดฝ้าขาวขึ้นได้ ดังนั้น คุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจ และหมั่นดูแลทําความสะอาดช่องปากของลูกเป็นประจําทุกวัน โดยเฉพาะเหงือกเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับฟันซี่น้อยๆ ของลูกที่จะขึ้นในไม่ช้า และนมแม่เป็นอาหารธรรมชาติที่วิเศษที่สุดสําหรับลูกน้อย เพราะมีคุณค่าทางอาหาร ย่อยง่าย มีภูมิคุ้มกันโรค ไม่ต้องเตรียม สะอาด และสะดวก คุณแม่จึงควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย ๆ 3-4 เดือน ตลอดจนทําให้เกิดฝ้าขาวในปากน้อยกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมขวด การดูแลความสะอาดช่องปากของลูกน้อย เพื่อทําให้เด็กปากสะอาดไม่เกิดเชื้อรา ทําให้ลูกเคยชินกับการมีสิ่งของเข้าปาก ซึ่งจะช่วยให้ลูกยอมรับการแปรงฟันได้ง่ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องแปรงฟัน โดยการใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้ว ชุบน้ำสะอาด เช็ดเหงือก

อ่านต่อ

วิธีทำความสะอาดลูกน้อย ตั้งแต่หัวจรดเท้า (มีคลิป)

ลิ้นเป็นฝ้าขาว เกิดจากอะไร?

6. การขับถ่าย

ข้อมูลเรื่องการขับถ่ายของลูกแรกเกิด – 1 เดือน ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณแม่ควรรู้ โดยลูกอายุเท่านี้ ใน 1 วันต้องปัสสาวะ หรือ อุจจาระ วันละกี่ครั้ง และลักษณะหรือสีควรเป็นแบบไหน นั่นก็เพื่อเช็กสุขภาพร่างกายของลูกน้อยในวัยแรกเกิดที่จะต้องปรับตัวเองหลังคลอดออกมา ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ระบบภายในหลังกินนมไปมีอะไรผิดปกติหรือไม่ ซึ่งถ้าลูกทารกขับถ่ายผิดปกติ หรือมีสีอึอึ๊แปลกๆ คุณแม่ต้องสังเกตให้ดีแล้วรีบไปปรึกษาคุณหมอ

ดูแลทารกแรกเกิด
ดูแลทารกแรกเกิด

อ่านต่อ ลักษณะ และ สีอุจจาระทารกแรกเกิด บอกสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

7. สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วย “วัคซีน”

ในช่วงแรกเกิด – 12 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้รับวัคซีนบ่อยที่สุดในช่วงชีวิตเลยก็ว่าได้ เป็นเพราะทารกแรกเกิด จำเป็นต้องได้รับภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งวัคซีนในแต่ละชนิดนั้นสร้างมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ถูกทำให้สิ้นฤทธิ์ด้วยกรรมวิธีทางการแพทย์จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้แล้ว และวัคซีนเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรไปพบหมอตามนัดทุกครั้ง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนวันนัด ควรโทรไปปรึกษาพยาบาลก่อนทุกครั้งว่าสามารถเลื่อนฉีดได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะวัคซีนบางชนิดจะมีช่วงอายุที่ต้องฉีด หากเลยจากช่วงนั้น ๆ แล้ว อาจจะฉีดไม่ได้ เป็นต้น

อ่านต่อ

ตารางวัคซีน 2564 ปีนี้มีปรับรายละเอียด? ลูกต้องฉีดอะไร ตอนไหนบ้าง เช็กเลย!

รวมแพ็กเกจวัคซีนเด็ก โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ปี 2564

8. อาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ภาวะตัวเหลือง ในทารกหลังคลอดก็เป็นอีกภาวะที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน ซึ่งเกิดได้หลากหลายสาเหตุ เช่น มีปัญหาโรคตับ ปัญหาของความผิดปกติของเอ็นไซม์ที่อยู่ในเม็ดเลือดบางประการ รวมทั้ง ปัญหาของกลุ่มเลือดของแม่กับลูกที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการตัวเหลืองปกติในเด็ก ที่เกิดจากระบบการทํางานของตับยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนมากจะหายไปได้ภายในเวลาไม่นาน

เด็กแต่ละคนจะมีระดับของความเหลืองหรือที่เรียกว่าระดับบิลิลูบินไม่เหมือนกัน บางคนเป็นน้อยมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนก็มีระดับความเหลืองสูงจนคุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า การรักษาก็จะดูเป็นระยะ ๆ ไปตามความรุนแรงของอาการตัวเหลืองนั้น โดยทั่วไปแล้วไม่ต้องทําอะไร หากเป็นน้อย ๆ จะหายไปได้เอง แต่ในกรณีที่ตัวเหลืองมองเห็นด้วยตา และตรวจสอบได้ว่ามีระดับบิลิลูบินสูงขึ้น คุณหมอจะให้การรักษาด้วยการอบไฟตามที่คุณแม่ได้รับทราบมาแล้ว จากนั้นก็จะตรวจระดับของบิลิลูบินเป็นช่วง ๆ การที่คุณหมอบอกว่าผลของบิลิลูบินปกตินั้นคงหมายความว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีอันตราย ทําให้ไม่ต้องมีการรักษาพยาบาลที่มากไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายเลือดซึ่งอาจมีความจําเป็นในเด็กที่มีตัวเหลืองมาก ๆ เด็กที่ตัวเหลืองจะหายเป็นปกติและสามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะว่าเด็กที่มีอาการตัวเหลืองและคุณหมอได้ให้การดูแลรักษาในช่วงแรก คุณหมอจะตรวจกรองโรคต่าง ๆ ดังที่เรียนให้ทราบแล้ว คุณแม่คลายกังวลและเลี้ยงลูกไปตามปกติได้เลยค่ะ

อ่านต่อ

เด็กแรกเกิดตัวเหลือง อันตรายหรือไม่? รักษาอย่างไร?

ทารกตัวเหลือง กินน้ำจะหายไหม พ่อแม่ควรทำอย่างไร?

9. พัฒนาการทารกแรกเกิด

พัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กทารกในวัยแรกเกิด – 12 เดือนนั้นมีความสำคัญมาก เพราะพัฒนาการในช่วงวัยนี้เป็นพื้นฐานของพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในวัยอื่น ๆ จนกระทั่งลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยพัฒนาการทารก ได้แบ่งออกเป็นหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างละเอียด แบบก้าวต่อก้าว เดือนต่อเดือน ว่าทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตสมบูรณ์ และมีพัฒนาการที่ดีรอบด้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เกิดมา

อ่านต่อ

เคล็ดลับดี๊ดี..กระตุ้นพัฒนาการ ทารกแรกเกิด-12 เดือน

สังเกตสัญญาณ “พัฒนาการล่าช้า” ของลูก

10. อย่าลืมดูแล”จิตใจ” ของหนูด้วยนะ!

นอกจากการดูแล ทารกทางด้านร่างกายแล้ว ด้านจิตใจของทารกนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การให้ความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ทารกมีการเรียนรู้ถึงความรักความไว้วางใจผู้อื่น เกิดทัศนคติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและจะมีผลต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ การดูแลจิตใจสามารถทำได้โดย

  • การสัมผัสกอดรัด จะก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขสงบ เกิดความมั่นใจต่อสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง
  • ควรตั้งชื่อลูกตั้งแต่แรกคลอด และเรียกชื่อทุกครั้งที่พูดคุยกับลูก การที่พ่อแม่พูดคุย ส่งเสียงพยักหน้าหรือยิ้ม จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกได้อย่างดี
  • ขณะที่อุ้มลูกอาจนวดนิ้วมือ แขน นิ้วเท้า เท้าของลูกเบาๆ จะท้าให้ลูกสบายตัวอารมณ์แจ่มใส

อ่านต่อ

5 มหัศจรรย์แห่งการกอด กอดลูกหอมลูก บ่อยๆ ดีกว่าที่คิด!

10 การกระทำพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก แบบไม่รู้ตัว!!!

ครบ จบทุกคำถามเกี่ยวกับ การดูแลทารกหลังคลอด กันแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการปฏิบัติจริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่นะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

5 ลักษณะนิสัยของเด็ก “อารมณ์ดี” มีความมั่นคงทางจิตใจ

ทารกไม่ถ่าย ลูกไม่ถ่าย เรื่องใหญ่ไหม?สวนก้นเลยดีไหม?

เด็กแต่ละวัย แรกเกิด-6 ปี ควร “ตรวจสุขภาพ” อะไรบ้าง?

วิธีธรรมชาติช่วย ทารกสะอึก ให้หายอย่างได้ผล!!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.พญ.ชมพูนุท บุญโสภา กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์

สก๊อตต์ ชวนเปลี่ยนเพียงนิด เพื่อชีวิต Next Normal สะอาดทั้งครอบครัว

เบื่อไหม? กับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มากับผ้าเช็ดคราบ เช็ดโต๊ะกลิ่นอับก็ติดโต๊ะ เช็ดมือกลิ่นเหม็นก็ติดมือ นั่นก็เพราะผ้าเช็ดคราบหรือผ้าขี้ริ้ว เป็นแหล่งสะสม ทั้งคราบมันและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ อาจทำให้เกิดกลิ่นได้ จะให้มานั่งซักทำความสะอาดทุกวันก็คงจะเปลืองแรง และเสียเวลาไม่ใช่น้อย ยิ่งในยุค Work from Home ที่ตื่นมาก็ต้องเข้าโปรแกรมซูม เพื่อประชุมงานตั้งแต่ยังไม่ได้ล้างหน้าเลยด้วยซ้ำ หรือจะเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ที่เจ้าตัวเล็ก ขยันทำเลอะทั้งวันอีก จะดีกว่าไหม… ถ้ามีตัวช่วยเรื่องการทำความสะอาด ไม่ต้องกังวลเรื่องความสกปรก ห่างไกลเชื้อโรค ปลอดภัยทั้งตัวเราและครอบครัว

วันนี้เราจึงขอนำเสนอ สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ที่จะมา ปฏิวัติผ้าเช็ดคราบ ช่วยให้ชีวิตประจำวันแบบ Next Normal ของเรา สะอาด สะดวก สบาย ไม่สะดุด ซึมซับเหนือๆ เหลือเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ

 

  • สะอาด เพราะผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาดได้มาตรฐาน มั่นใจได้ว่าเวลาดูดซับความมันจากอาหาร หรือทำความสะอาดคราบจากการทำอาหาร จะสะอาด ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งเนื้อกระดาษที่หนาทำให้การเช็ดคราบแต่ละครั้ง สะอาด เกลี้ยงหมดจด และเนื่องจากการใช้งานเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ไม่มีการใช้ซ้ำ จึงช่วยลดความเสี่ยงกับการสัมผัสเชื้อโรค แถมไม่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์มาคอยกวนใจอีกด้วย

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1

  • สะดวก รองรับความต้องการในการใช้งานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิว ซับน้ำ
    หรือแม้แต่ใช้ซับน้ำมันจากอาหาร ก็ปลอดภัย รวดเร็ว สะดวก พร้อมใช้งาน ช่วยให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนมีมือโปรมาทำให้เลย
  • สบาย ใช้แล้วทิ้งได้เลย ไม่ต้องออกแรงซัก ไม่เปลืองเวลาที่ต้องมาคอยทำความสะอาดเหมือนการใช้ผ้าเช็ดคราบ เหลือเวลาไปทำงาน เล่นกับลูก และทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกเพียบ

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1

  • ไม่สะดุด เคยไหม? ที่ใช้กระดาษทิชชู่แล้วติดเป็นขุย ทำให้หงุดหงิด ซึ่งกระดาษอเนกประสงค์ สก๊อตต์ มีเนื้อกระดาษที่แข็งแรง สามารถดูดซับของเหลวได้ดีกว่า โดยไม่ขาดง่ายไม่เป็นขุย ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณไม่สะดุด

สก๊อตต์ กระดาษอเนกประสงค์

สก๊อตต์ (Scott) กระดาษอเนกประสงค์ ยังมาพร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ ที่ช่วยซึมซับได้เหนือกว่า ไม่ว่าจะคราบใหญ่ คราบเล็ก ก็เช็ดเกลี้ยงไม่เหลือคราบ มีให้เลือกถึง 4 แบบ ไม่ว่าจะเป็น

สก๊อตต์ บิ๊กโรล แผ่นใหญ่ใช้ง่าย เช็ดได้ทุกคราบ

สก๊อตต์ บิ๊กโรล แผ่นใหญ่ใช้ง่าย เช็ดได้ทุกคราบ

สก๊อตต์ พิคอะไซส์ เลือกขนาดกระดาษได้ตามความต้องการ

สก๊อตต์ พิคอะไซส์ เลือกขนาดกระดาษได้ตามความต้องการ

สก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ หยิบสะดวก ไม่มีสะดุด

สก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ หยิบสะดวก ไม่มีสะดุด

และสก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ ขนาดพกพา หยิบใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

และสก๊อตต์ อินเตอร์โฟลด์ ขนาดพกพา หยิบใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ที่ยกขบวนมาตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น ยิ่งช่วงวิกฤตแบบนี้สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยน เพื่อสุขอนามัยที่สะอาด และชีวิตที่ปลอดภัยกว่า ทั้งตัวเราเอง และครอบครัว ให้วิถีชีวิตแบบ Next Normal ของเราง่ายขึ้น และดีกว่าเดิม มาร่วมเปิดประสบการณ์ซึมซับได้เหนือๆ เหลือเวลาเยอะ ไปกับ สก๊อตต์ กระดาษอเนกประสงค์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/ScottThailand

 

เรียนภาษาจีน

ยุคทองของการเรียน “จีน” ภาษาดีมีประโยชน์แห่งโลกอนาคต

ถามว่าภาษาที่ 3 ภาษาไหนน่าให้เด็ก ๆ เรียนที่สุดในวินาทีนี้ ขอตอบว่า “ภาษาจีน” เรียนภาษาจีน ที่ปัจจุบันนี้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และสนับสนุนให้บุตร หลานได้ เรียนภาษาจีน กันมากขึ้น ที่ไม่ใช่เฉพาะประเทศแถบเอเชียเท่านั้นนะคะ แต่ทางฝั่งยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ได้รับความนิยมอย่างมากด้วยเช่นกันค่ะ

ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้เราจะคุ้นชินกับการเห็นเด็กไทย เด็กเอเชียเรียนภาษาจีนกันใช่ไหมคะ แต่พอบอกว่ามีเด็ก ๆ ทั่วโลกก็เรียนจีนกัน แถมเรียนกันอย่างจริงจัง นั่นก็เพราะว่าการเรียนจีน สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคตได้นั่นเองค่ะ

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่าเรียนภาษาจีนสำหรับเด็กต่างชาตินั้นยากแค่ไหน ? “มีการวิจัยพบว่าเด็กวัยหัดเดินนั้นเรียนภาษาจีนหรือภาษาที่สองอื่นๆ โดยใช้รูปแบบและกระบวนการพัฒนาอย่างเดียวกับที่ทารกใช้เมื่อเริ่มหัดพูด อย่างไรก็ตาม เด็กวัยหัดเดินมีอัตราการเรียนรู้ภาษาใหม่ที่รวดเร็วกว่าช่วงวัยอื่น ๆ มาก และเก่งกว่าการเริ่มเรียนภาษาในวัยผู้ใหญ่”

Jesse Snedeker นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการจากฮาร์วาร์ดสนใจเกี่ยวกับวิธีที่เด็กๆ เรียนรู้ภาษาที่สอง จึงได้ศึกษากลุ่มเด็กชาวจีนช่วงก่อนวัยเรียนที่ย้ายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ผลปรากฎว่าเด็ก ๆ ใช้เวลา 3-18 เดือนค่อยๆ มีพัฒนาการด้านภาษาเช่นเดียวกับทที่เด็กทารกเรียนรู้ภาษาแรกเกิด

โดยในช่วงขวบปีแรก เด็กส่วนใหญ่เริ่มพูดด้วยคำพูดคำเดียว เช่นเดียวกับเด็กทั่วโลก ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเรียนภาษาจีนหรืออังกฤษหรือภาษาใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ต่อมาพวกเขาเริ่มรวมคำหลายคำเป็นวลี เริ่มแสดงความคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น เรียบเรียงภาษาให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น  เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาจีนจึงไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

เรียนภาษาจีน learn chinese

Marty Abbott ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ American Council on the Teaching of Foreign Languages กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Los Angeles Times ว่า “เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยจริงๆ คงต้องอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับการขยายตัวของรายการจีนในตอนนี้ด้วยคำว่า ‘ระเบิด’ แน่นอนว่าการมีความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมจีนถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก”

อย่างที่รู้กันว่า ณ ปัจจุบันนี้ จีนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกัน และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกสามารถเห็นได้ทั่วทั้งกระแสทางการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ผู้ปกครองต่างตระหนักดีว่าเด็กที่เรียนภาษาจีนในวันนี้อาจค้นพบเส้นทางใหม่ที่น่าตื่นเต้นในการไขว่คว้าความสำเร็จ นอกเหนือจากมูลค่าของการทำธุรกิจในจีนแล้ว ยังมีโอกาสมากมายในการเดินทางรอบโลก มีความเป็นไปได้สูงที่จะสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ และเปิดโลกสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะทลายข้อจำกัดเดิม ๆ

จะดีไม่น้อยถ้าคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูก ๆ ได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถด้านภาษา เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในอนาคต ไม่ว่าเรื่องการเรียน การทำงาน เป็นต้น

พร้อมยิ่งกว่าพร้อมกับห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์ที่ครบครันจึงได้เกิดขึ้น !

LingoAce พร้อมตอบรับความต้องการของเด็กยุคใหม่ที่มีโอกาสทางการศึกษาและศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี อย่างที่เราบอกเสมอว่าช่วงวัยมีผลต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็ก การเรียนภาษาจีนถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิต ยิ่งเริ่มเรียนไวยิ่งได้เปรียบ

แพลตฟอร์มสำหรับเรียนภาษาจีนออนไลน์อย่าง LingoAce เหมาะกับเด็กวัย 6-15 ปีที่สนใจภาษาและวัฒนธรรมจีน มีทั้งหลักสูตรแบบสากล (International Programme) และหลักสูตรแบบสิงคโปร์ (Singapore Programme) ที่ได้มาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการในประเทศสิงคโปร์และจีน ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของผู้เรียน ด้วยประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงกว่า 100,000 คนและชั่วโมงเรียนมากกว่า 7000 ชั่วโมงทั่วโลก

ทำไมเรียนภาษาจีนออนไลน์กับ LingoAce ถึงไม่เหมือนที่อื่น ?

จุดเด่นของเราคือการออกแบบคอร์สเรียน (Design Course) ที่ทันสมัยและคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล แม้จะเป็นการเรียนภาษาจีนออนไลน์แต่ก็สามารถสื่อสารกับผู้สอนได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้เรายังมีระบบดูแลผู้เรียนแบบ 4 : 1 เรียกว่าผู้เรียนจะได้รับการดูแลถึงสี่เท่า ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำคอร์สเรียนที่เหมาะสมที่สุดและการให้คำปรึกษาผู้ปกครองโดยที่ปรึกษาหลักสูตร (Course Consultant) เพื่อวางเป้าหมายการเรียนร่วมกัน ที่ปรึกษาการเรียน (Learning Advisor) จะเป็นผู้ที่ช่วยประเมินการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน สื่อสารกับผู้ปกครองในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเรียนจนถึงการประเมินผลทุกระยะของการเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาเต็มประสิทธิภาพ

ที่ขาดไม่ได้เลยคือคุณครูชาวจีน (Chinese Teacher) ที่พัฒนารูปแบบการสอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์กับเด็กแต่ละคนมากที่สุด โดยคุณครูทุกท่านของ LingoAce มีความเป็นมืออาชีพด้านการสอน พร้อมใบรับรองการสอนและประสบการณ์ เน้นการมีส่วนร่วมในคลาสด้วยเทคนิค Immersive Learning และ Total Physical Response teaching จึงมั่นใจได้ว่าบรรยากาศแห่งการเรียนรู้จะทั้งสนุกและสร้างสรรค์

สุดท้ายคือผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการ (Product Specialist) ที่ดูแลและออกแบบการเรียนการสอนในแอปพลิเคชัน LingoAce คอยพัฒนาและปรับปรุงให้เนื้อหาและสื่อการเรียนรู้ตรงใจผู้เรียน ผสาน Gamification และ Animation ทำให้ห้องเรียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

เรียนภาษาจีน learn chinese

เป้าหมายของ LingoAce คือ “เพื่อเสริมสร้างทุกช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ให้เด็กทั่วโลก”

เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่คนสมัยนี้เรียนรู้และเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก เราก็สามารถศึกษาภาษาที่สองสามสี่ได้ Donavan Whyte รองประธานฝ่ายยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) บอกว่า “เทคโนโลยีทำให้การศึกษามีความโดดเด่นเฉพาะตัวมากขึ้น เพราะผู้เรียนสามารถระบุความต้องการของตนเองได้”

งานวิจัยยืนยันว่าเด็กหลายคนชอบเรียนออนไลน์เพราะรู้สึกกดดันน้อยกว่าในห้องเรียนที่มีการเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ทั้งเสริมสร้างจินตนาการ เข้าถึงง่าย ประหยัดเวลาและเหมาะกับผู้เรียนที่ไม่สะดวกเดินทาง เพราะถึงอย่างไรเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกดิจิทัลคือพื้นที่ของเด็กยุคใหม่ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่รูปแบบการเรียนรู้จะถูกปรับเปลี่ยนไปอีกเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เช่นเดียวกับห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์ของ LingoAce ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้อย่างมั่นใจ สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษา เขียนตัวพินอินและตัวหนังสือจีนได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสอบวัดระดับภาษาจีน เช่น Chinese Proficiency Test (HSK) และ Youth Chinese Test (YCT) หรือสอบเทียบ PSLE (Primary School Leaving Examination) ได้

เด็ก ๆ จะได้เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ เปิดประตูสู่โลกแห่งภาษาจีน

เพราะความสนุกที่ไม่ซ้ำใคร สถานบันสอนภาษาจีนออนไลน์สำหรับเด็กอย่าง LingoAce จึงเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน มุ่งต่อยอดเพื่ออนาคตทางการเรียนรู้ของเด็กน้อย ด้วยรูปแบบออนไลน์ที่ยืดหยุ่น และสะดวกสบาย อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ไม่เครียดไม่กดดัน ที่สำคัญไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครองต้องหนักใจ เพราะเราทุ่มเทใส่ใจ และเปิดรับทุกความคิดเห็นอยู่เสมอ แล้วคุณจะลืมห้องเรียนภาษาจีนออนไลน์แบบเดิม ๆ

สามารถลงทะเบียนทดลองเรียนกับ LingoAce ได้แล้ววันนี้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย !! คลิก >>  https://bit.ly/3D4qKqe

 

ในสังคมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ค่ะ โดยเฉพาะ “การเรียนภาษาจีน” กับสถาบันที่มีความทันสมัย และมีความพร้อมในทุกด้าน ที่จะส่งเสริมให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของทุกครอบครัวได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจกันไว้ เรียนจีน มาเรียนที่ “LingoAce สถาบันสอนภาษาจีนออนไลน์” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตอนนี้

ประจำเดือนสีดำ เลือดล้างหน้าเด็ก

ประจำเดือนสีดำ &เลือดล้างหน้าเด็กจะมีข่าวดีหรือผิดปกติ?

ประจำเดือนสีดำ ผิดปกติไหม ร่างกายกำลังเตือนอะไรเราอยู่ ใช่เลือดล้างหน้าเด็กไหม หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังจะมีข่าวดี ได้เป็นแม่มีเจ้าตัวน้อยเป็นสมาชิกใหม่

ประจำเดือนสีดำ หรือเลือดล้างหน้าเด็ก จะมีข่าวดีหรือผิดปกติกันนะ?

ประจำเดือน หมายถึง การมีเลือดออกมาช่องคลอดประจำทุกเดือน เป็นอาการแสดงความพร้อมของร่างกายสู่การเจริญพันธ์ุ ประจำเดือนเกิดจากการที่สมองหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองมากระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมรอการฝังตัวของตัวอ่อน ในแต่ละเดือนจะมีไข่ตกเดือนละ 1 ฟอง หากไม่มีการปฏิสนธิ หรือการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกที่เตรียมไว้รอรับตัวอ่อนก็จะหลุดออกมาเป็นประจำเดือน

แบบไหนเรียกว่า “ประจำเดือน” มาปกติ???

  1. ผู้หญิงมีประจำเดือนทุก ๆ 28-30 วัน (หรืออยู่ในช่วง 21-35 วัน)
  2. ผู้หญิงมีประจำเดือนมา 3-5 วัน หรือไม่ควรมาเกิน 7 วัน
  3. ปริมาณประจำเดือนที่ออกมาในแต่ละวันไม่ควรเกิน 80 cc. หรือเทียบได้กับปริมาณการเปลี่ยนผ้าอนามัย 4 แผ่นต่อวัน (มีเลือดชุ่มเต็มแผ่น)
ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนสีดำ สัญญาณบอกโรคได้
ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนสีดำ สัญญาณบอกโรคได้

ประจำเดือนสัญญาณเตือนบอกโรค!!

ประจำเดือนมาไม่ปกติบอกอะไรเรา

  • หากประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นสัญญาณบอกการเกิดภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovarian Syndrome) เป็นความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยในผู้หญิงช่วงอายุ 18-45 ปี เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหลายตำแหน่งรวมทั้งที่รังไข่ ทำให้มีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ อาการแสดงของฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น หน้ามัน สิวขึ้นง่าย ขนดก เป็นต้น
  • รังไข่เสื่อมก่อนกำหนด
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.siphhospital.com

สีประจำเดือนบอกโรค!!

การทำนายโรคจากสีของประจำเดือนที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมากมายนั้น เราควรเชื่อหรือไม่ มาฟังคำตอบของ พญ.จุฑาธิป พูนศรัทธา สูตินารีเวชวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี ได้กล่าวไว้ดังนี้

สีประจำเดือนนั้น ผู้หญิงหลายคนมักมีคำถามว่า ประจำเดือนที่มานั้น บางครั้งเป็นสีแดงสด บางครั้งสีคล้ำเข้มไปจนถึงเกือบดำ หรือบางทีมีลิ่มเลือดออกมาด้วย สีและลักษณะเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วบ่งบอกถึงอันตรายอะไรหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ประจำเดือนที่ “ปกติ” สามารถมีสีที่ต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็น สีแดงสด แดงเข้ม น้ำตาล ไปจนถึงสีคล้ำเกือบดำ โดยเลือดที่ออกมาใหม่ ๆ จะเป็นสีแดงสด แต่บางครั้งเมื่อเลือดออกมาแล้ว ยังตกค้างอยู่ในโพรงมดลูกหรือช่องคลอดก่อนจะออกมาสู่ภายนอก จากสีแดงสดก็จะเริ่มคล้ำ จนกลายเป็นสีน้ำตาลหรือดำได้ สิ่งที่คุณผู้หญิงควรกังวล ไม่ได้อยู่ที่สีของประจำเดือน แต่ให้สังเกตอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงบางภาวะหรือโรคต่าง ๆ เช่น

  1. มีเลือดออก ร่วมกับประวัติประจำเดือนขาด มาช้า หรือมาน้อยกว่าปกติ ให้สงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร ควรมาพบแพทย์
  2. มีเลือดออกสีแดงสด หรือสีคล้ำ มาไม่ตรงรอบประจำเดือน ปริมาณไม่มาก มีอาการตกขาวร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อที่ปากมดลูก หรือมดลูก
  3. เลือดออกเป็นสีแดงสด ร่วมกับประจำเดือนมามาก มานานกว่าปกติ หากเป็นแบบนี้หลาย ๆ เดือน ให้ระวังอาจมีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในมดลูก
  4. เลือดเป็นสีแดงจาง ๆ ปริมาณน้อย กะปริดกะปรอย อาจเกิดจากการใช้ยาคุมกำเนิด วัยใกล้หมดประจำเดือน หรือเป็นเลือดออกช่วงกลางรอบเดือนที่เกิดจากการมีไข่ตกได้
  5. เลือดเป็นสีเทา สีปนเขียว ๆ ข้น ร่วมกับตกขาวมาก มีปวดท้องน้อย หรือมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการบ่งบอกถึงการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกผิดปกติ ร่วมกับอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไป อย่าลังเลใจ ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.vejthani.com
ประจำเดือนสีดำ พร้อมอาการร่วมที่น่ากังวล ควรปรึกษาหมอ
ประจำเดือนสีดำ พร้อมอาการร่วมที่น่ากังวล ควรปรึกษาหมอ

ประจำเดือนสีดำ กับ เลือดล้างหน้าเด็ก

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สีของประจำเดือนอาจมีสีที่แตกต่างได้ ขึ้นอยู่กับการตกค้าง และระยะเวลาของเลือดที่อยู่ในร่างกาย หากเป็นเลือดที่ค้างอยู่หลายวันก็อาจเกิดสีคล้ำขึ้น เป็นประจำเดือนสีดำได้ โดยให้เราสังเกตจากอาการข้างเคียงร่วมด้วยในการสังเกตว่าร่างกายผิดปกติหรือไม่

ประจำเดือนสีดำ ที่น่ากังวล!!

หากประจำเดือนของคุณมีสีดำ และมาพร้อมกับประจำเดือนมาน้อย มีกลิ่นเหม็น อาจต้องทำการปรึกษาแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรียภายในช่องคลอด

ประจำเดือนสีดำ มาน้อย ๆ ใช่สัญญาณการตั้งครรภ์??

ในบางครั้งเราอาจจะพบว่ามีเลือดออกเปื้อนกางเกงชั้นใน เหมือนเป็นประจำเดือนสีดำ สีเข้มคล้ำ จนเกิดข้อสงสัยว่ารอยเปื้อนนั้น คือ ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก ก่อนตั้งครรภ์ กันแน่นะ

เลือดล้างหน้าเด็ก ทางแพทย์มีศัพท์เฉพาะว่า “Implantation bleeding” คือ อาการที่มีเลือดออกมาจากช่องคลอดแบบกระปริบกระปรอยแต่ไม่ใช่ประจำเดือน เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอทุก ๆ 28 วัน จะมีการตกไข่ในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับจากการมีประจำเดือนวันแรก) เมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ไข่ถูกผสมกับตัวอสุจิแล้วมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังไข่ตก หลังจากนั้นไข่ที่ถูกผสมแล้ว (Zygote) จะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนเรื่อย ๆ (Blastocyst) และเดินทางต่อไปยังมดลูกเพื่อฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก จากการฝังตัวนี้เอง ในบางครั้งอาจทำให้มีหลอดเลือดเล็ก ๆ ในผนังมดลูกแตกจึงทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ ซึ่งจะเกิดหลังตกไข่ประมาณ 6-12 วัน ขณะที่ประจำเดือนจะเกิดขึ้น 14 วันหลังจากไข่ตก สองเหตุการณ์นี้ คือเลือดประจำเดือนและเลือดล้างหน้าเด็กเกิดช่วงเวลาใกล้เคียงกันทำให้เกิดความสับสนได้

ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก
ประจำเดือน หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก

สรุปความแตกต่างระหว่างเลือดล้างหน้าเด็ก กับประจำเดือน

ความแตกต่าง

เลือดล้างหน้าเด็ก

ประจำเดือน

ระยะเวลาที่มีเลือดออก พบเลือดไหลออกทางช่องคลอดเร็วกว่า โดยจะพบประมาณ 6-12 วัน หรือเฉลี่ย 9 วันหลังไข่ตก พบเลือดไหลออกทางช่องคลอด ประมาณ 14 วันหลังไข่ตก
ลักษณะเลือดที่ออก จะมีออกมาเพียงเล็กน้อย กะปริดกะปรอย หรือแค่หยดเลือดเป็นรอยเปื้อนกางเกงชั้นใน และหยุดไปเอง มีเลือดออกมากกว่า มาหลายวัน
สีเลือด สีเลือดล้างหน้าเด็กจะเป็นสีชมพูจาง ๆ ไม่เป็นสีแดงสด และจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม สีสนิมแบบน้ำตาลอมแดง หรือเป็นสีดำ จะมีสีแดงสดใส หรือสีแดงเข้ม
ระยะเวลาที่เลือดออก จะอยู่นานแค่ 1 หรือ 2  วัน จะเป็นนาน 3-5 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน

เลือดล้างหน้าเด็ก จะเกิดขึ้นในการตั้งครรภ์เพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือเพียงร้อยละ 30 ผู้หญิงที่ตั้งท้องครั้งแรกมีความเป็นไปได้ที่จะมีเลือดล้างหน้าเด็ก มากกว่าตั้งท้องครั้งหลัง ๆ เนื่องจากเคยมีการฝังตัวของตัวอ่อนมาก่อนแล้ว

ประจำเดือนสีดำ ข่าวดี หรือผิดปกติ??
ประจำเดือนสีดำ ข่าวดี หรือผิดปกติ??

เลือดออกทางช่องคลอดอาจมาจากสาเหตุอื่น!!

อาการเลือดออกทางช่องคลอดอาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นได้ด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงตั้งครรภ์ได้แก่

  • การมีเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง หรือการใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศขณะที่เพศสัมพันธ์ก็อาจทำให้ภายในช่องคลอดเกิดการฉีกขาดจนทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้ แต่ถ้าหากเป็นสตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงจนทำให้ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น และการมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้มีเลือดออกมาจากช่องคลอดได้เช่นกัน
  • การคุมกำเนิด การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้วิธีการคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย สามารถทำให้เลือดออกทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะการใช้ยาคุมกำเนิดที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติได้ด้วย
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อในบริเวณอุ้งเชิงกรานซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเลือดออกทางช่องคลอดได้ โดยเฉพาะโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคซิฟิลิส หนองใน หรือกามโรคอื่น ๆ
  • การทำงานที่ผิดปกติของมดลูกและโรคทางระบบสืบพันธ์ อาทิเช่น โรคกลุ่มอาการรังไข่ที่มีถุงน้ำหลายใบ (PCOS) ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือรอบเดือนมีความผิดปกติ ก็อาจพบเลือดออกจากช่องคลอดได้
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถือเป็นความผิดปกติที่ค่อนข้างอันตรายทั้งกับแม่และเด็ก ซึ่งภาวะนี้จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและมีเลือดออกมามากผิดปกติ ถ้าหากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้
  • การแท้ง อาการเลือดออกและปวดท้องอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณอันตรายของภาวะแท้งที่ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ทุกคนควรระมัดระวัง และหากเกิดอาการขึ้นควรรีบพบแพทย์ในทันที

    เลือดล้างหน้าเด็ก อาการของหญิงกำลังตั้งครรภ์
    เลือดล้างหน้าเด็ก อาการของหญิงกำลังตั้งครรภ์

การมีเลือดล้างหน้าเด็กนั้น บ่งบอกการตั้งครรภ์ เป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ผู้หญิงก็สามารถตั้งครรภ์โดยไม่มีเลือดล้างหน้าเช่นกัน หลังการฝังตัวที่มีเลือดล้างเด็กออกมาประมาณ 3-4 วัน สามารถไปตรวจเลือดเพื่อทราบการตั้งครรภ์ได้ หรืออาจตรวจปัสสาวะได้ผลบวก ประมาณ 5-6 วันหลังหลังจากนั้น

ดังนั้น ผู้หญิงที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นประจำเดือน หรือจะเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ควรจะรอประมาณ1 สัปดาห์หลังมีเลือดออกวันแรกเพื่อจะตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์จะได้ผลตรวจที่แน่นอนกว่า

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.lovecarestation.com/www.pobpad.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

ประจำเดือนเป็นก้อน เป็นลิ่มเลือด เกิดจากอะไร อันตรายมั้ย ต้องรู้!

ตกขาว ต้องเข้าใจ ตกขาวผิดปกติ ต้องสังเกต

ประจําเดือนเลื่อน กี่วันถึงจะท้อง? ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน?

รวม 17 อาการเตือนคนเริ่มท้อง สังเกตให้รู้ว่า “ท้องแล้วจ้า”

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลิตภัณฑ์กันยุง

รีวิวจัดหนัก 4 ผลิตภัณฑ์กันยุง สำหรับเด็ก ตัวไหนใช้ดี ปกป้องผิวบอบบางอยู่หมัด

ปัญหายุงร้ายกวนใจ บ้านไหนๆก็หนีไม่พ้น แค่มาบินมาเฉี่ยวใกล้ๆลูกน้อยยังทำให้หงุดหงิดใจ แล้วถ้าเห็นยุงกัดจนเป็นตุ่มแดงแม่จะโมโหขนาดไหนกัน เพราะแม่ๆรู้กันดีว่ายุงกัดไม่ใช่แค่ทำให้ลูกเจ็บตัว แต่ยังเป็นศัตรูตัวร้ายประจำหน้าฝน และต้นเหตุของโรคติดต่อร้ายแรงทั้งโรคไข้เลือกออก โรคชิคุนกุนย่า โรคไข้สมองอักเสบ ซึ่งเป็นอันตรายกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ

คนเป็นแม่อย่างเราจึงต้องเฟ้นหา ผลิตภัณฑ์กันยุง มาเป็นเกราะป้องกันให้ผิวบอบบางของลูกน้อยแบบอยู่หมัด ไม่ให้เข้ามาใกล้ และต้องปลอดภัยกับผิวบอบบางของลูกด้วย ในท้องตลอดมี ผลิตภัณฑ์กันยุง หลายรูปแบบให้เลือกใช้ ทั้งสเปรย์กันยุง โลชั่นทากันยุง ซึ่งสัมผัสกับผิวลูกน้อยโดยตรง หรือจะเป็นเครื่องไล่ยุงไฟฟ้าชนิดน้ำ ที่เสียบปลั๊กแล้วทำให้เกิดไอระเหยไล่ยุง ทั้งหมดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ สารเคมีอันตรายที่แฝงมาในผลิตภัณฑ์กันยุง ภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพลูกน้อยแบบไม่รู้ตัว อย่างสาร DEET ซึ่งเป็นสารเคมีประเภท amide มีคุณสมบัติปกปิดกลิ่นเหงื่อจากร่างกาย

ทำให้ยุงไม่ได้กลิ่นจึงไม่ล่อเข้ามากัดราวกับว่าไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น  แต่ DEET เป็นสารเคมีอันตรายที่ไม่ควรใช้กับทารกเป็นอันขาด ทำให้มีอาการ ลมพิษ ผื่นแดง ระคายเคือง ปากชา มึนงง ปวดหัว คลื่นไส้ และเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ ยิ่งถ้าสัมผัสกับผิวหนังของลูกโดยตรงและใช้ต่อเนื่องนานๆ จะก่อให้เกิดสารตกค้างในผิวหนัง เป็นสาเหตุให้มีอาการชักเกร็งได้  ฉะนั้นคุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันยุงที่มั่นใจได้ว่ามีความอ่อนโยนและปลอดภัยกับลูกน้อยแน่นอน

4 ผลิตภัณฑ์กันยุง สำหรับเด็ก ไล่ยุงไกล ปลอดภัยกับลูกทุกวัย

ผลิตภัณฑ์กันยุง

1. Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

เริ่มต้นที่ตัวแรกกันเลย เป็นแผ่นแปะกันยุงจากแบรนด์ดังคือ Tiger Balm หรือ “ตราเสือ” ที่คุณแม่น่าจะคุ้นเคยดีมายาวนานจากโปรดักส์ดูแลสุขภาพหลายชนิด แผ่นแปะกันยุงตราเสืออ่อนโยนมาก ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ คือน้ำมันเลมอนยูคาลิปตัสที่มากถึง 12% ซึ่งมีสรรพคุณไล่ยุง ช่วยปกป้องลูกจากยุงร้ายได้อย่างปลอดภัย ไร้ DEET และสารเคมีอันตรายอื่น จึงใช้ได้กับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด

 Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

Tiger Balm Mosquito Repellent Patch 1 กล่อง 159 บาท

ในหนึ่งกล่องจะมีซองแยก แผ่นแปะ 1 ชิ้นต่อ 1 ซอง เพื่อมั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้ แผ่นแปะเป็นทรงกลม มีความหนาจับถนัดมือเวลาติด พื้นผิวมีลายสีเหลืองทำให้สังเกตเห็นได้ชัดเจน คุณแม่ไม่ต้องกลัวลืมแกะออกเวลาซักผ้า แผ่นสติ๊กเกอร์มีส่วนแยกให้จับ ไม่ต้องกลัวเหนียวติดมือ ติดแน่นทนทาน ไม่หลุดออกง่าย ใช้กับพื้นผิวได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบบไหน ตุ๊กตาตัวโปรดของน้องเบบี๋ ชุดกระโปรงตัวเก่งของสาว หรือแปะแขนเสื้อของลูกชาย ห้ามติดบนร่างกาย

ผลิตภัณฑ์กันยุง Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

ผลิตภัณฑ์กันยุง Tiger Balm Mosquito Repellent Patch

หอมกลิ่นอ่อนๆของตะไคร้และน้ำมันยูคาลิปตัส ไม่ฉุนเกินไป ไม่แสบจมูก แปะติดตัวได้ตลอดวัน  ปกป้องทั้งลูกและทุกคนในครอบครัวได้ยาวนานตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง 8 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับสถานที่) คุณแม่ที่กำลังมองหา แผ่นแปะกันยุงดีจริง คุ้มจริง แนะนำตัวตัวนี้เลย ตอบโจทย์มาก ๆ ค่ะ

2. Neoplast 3M

อีกแบบหนึ่งเป็นแผ่นแปะกันยุงนีโอพลาสท์ในซองสีชมพูจากแบรนด์3เอ็ม สำหรับคุณแม่ที่ชอบความสะอาดละมุน น่าใช้ แผ่นแปะมาในซองขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวกมีทั้งหมด 5 ชิ้น เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อผ้านุ่มๆ ไม่หนา ยืดหยุ่นดี กาวติดหนึบมาก ถ้าสัมผัสกับผิวหนังอ่อนๆควรรีบล้างทันที

แผ่นแปะกันยุง Neoplast 3M
           

Neoplast 3M ชิ้นละ 30 บาท

 แผ่นแปะกันยุง Neoplast 3M

ทำจากส่วนผสมของตะไคร้หอมเยอะมาก กลิ่นค่อนข้างฉุน ซึ่งเหมาะกับเด็กโตอายุ 4 ขวบขึ้นไปเป็นวัยที่ทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือวิ่งเล่นในสวน น่าจะช่วยปกป้องยุงตัวร้ายได้ดี แต่ไม่ข้อมูลระบุว่าใช้ได้นานกี่ชั่วโมง

3. AKITO

มาถึงแผ่นแปะกันยุงแบบแพ็คใหญ่แบรนด์อะกิโตะที่เด่นที่จำนวน  1 กล่องมีทั้งหมด 36 ชิ้น ใช้ได้นาน ไม่ต้องซื้อบ่อย แผ่นแปะมีเอกลักษณ์เป็นสีเขียว โดดเด่นมาก แผ่นค่อนข้างหน้า สามารถแปะบนพื้วผิวได้หลากหลายทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ของเฟอร์นิเจอร์ที่ลูกใช้บ่อยๆ  แถมกาวเหนียว ติดแน่นดี กลิ่นค่อนข้างอ่อน ไม่ฉุนมาก ก่อนใช้คุณแม่ต้องชัวร์ก่อนว่าลูกน้อย 4 ขวบขึ้นไป

ผลิตภัณฑ์กันยุง AKITO
               

AKITO 1กล่อง 225 บาท

ผลิตภัณฑ์กันยุง AKITO

4. Mozzi guard

คุณแม่สายคิวท์ต้องไม่ชอบกับแผ่นแปะเอาใจลูกน้อยของแบรนด์มอสซี่การ์ด ที่โดดเด่นด้วยแผ่นแปะลวดลายสัตว์น่ารัก สีสันสดใส ที่เด็กๆชื่นชอบอย่าง เพนกวิน กระต่าย ลิง แกะ หรือแมว ไม่ต้องกลัวว่าหนูจะแอบแกะออก สามารถใช้แปะบนของใช้ส่วนตัว  สอนให้ลูกเรียนรู้การเป็นเจ้าของ รู้จักรักษาของใช้ได้ด้วย

แผ่นแปะกันยุง MOSSI GUARD

MOSSI GUARD 1 กล่อง 280 บาท

แผ่นแปะกันยุง MOSSI GUARD

แผ่นกาวเหนียวมากอาจแกะออกยาก แต่ติดทนทาน กลิ่นค่อนข้างอ่อน เพราะมีสารสกัดน้ำมันตะไคร้แค่ 9 %  เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการแผ่นแปะกลิ่นอ่อนโยน

ก่อนคุณแม่ตัดสินใจซื้อ แผ่นแปะกันยุงหรือ ผลิตภัณฑ์กันยุง แบบใดก็ตาม ต้องศึกษาข้อมูลส่วนผสมให้มั่นใจว่ามาจากส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีอันตราย และควรหลีกเลี่ยงการใช้แบบสัมผัสกับผิวหนังของลูกโดยตรง เพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้ หรือมีสารตกค้าง ซึ่งการใช้แผ่นแปะกันยุงสามารถใช้แปะสิ่งของ และพื้นผิวใกล้ตัวลูกแทนยังสามารถกันยุงให้ห่างจากลูกน้อยได้เช่นกัน

 

 

น้ำหนักทารกในครรภ์

ตรวจให้ชัด!! น้ำหนักทารกในครรภ์ แบบไหนที่ควรพบหมอ

น้ำหนักทารกในครรภ์ ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสุขภาพของลูกในท้องว่าดีไหม ปกติหรือไม่ มาดูวิธีคำนวณ พร้อมปัญหาน้ำหนักของลูกที่คุณแม่ควรรีบปรึกษาแพทย์ ก่อนสาย

ตรวจให้ชัด!! น้ำหนักทารกในครรภ์ แบบไหนที่ควรพบหมอ

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ คงเข้าใจความรู้สึกถึงตอนแรกที่ได้รับรู้ว่ามีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องเราเป็นอย่างดีกันทุกคนว่า มีความรู้สึกตื่นเต้น มหัศจรรย์ และวิเศษขนาดไหน ดังนั้นไม่ต้องบอกก็คงทราบกันดีแล้วว่า ต่อจากนี้ไปคุณแม่ที่ตั้งท้องทุกคนคงต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีขนาดไหน เพราะนอกจากเพื่อสุขภาพของคุณแม่แล้ว เรายังมีอีกหนึ่งชีวิตหนึ่งที่ต้องดูแล รักษาด้วยเช่นกัน

คุณแม่ท้องหลายคนคงมีข้อสงสัยกันในใจว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกในท้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตามที่คุณแม่ดูแลตัวเองหรือไม่ เราดูแลตัวเองมากเพียงพอ และได้ส่งถึงลูกหรือไม่กันนะ ลูกตัวโตไปถึงไหนกันแล้ว และอีกนานาสารพันคำถาม ที่วันนี้ ทีมแม่ ABK มีคำตอบมาให้คลายข้อสงสัยกัน

น้ำหนักทารกในครรภ์ บอกสุขภาพลูกน้อยในท้องได้
น้ำหนักทารกในครรภ์ บอกสุขภาพลูกน้อยในท้องได้

น้ำหนักทารกในครรภ์ ดูได้จากไหน อย่างไร??

  • ตรวจร่างกาย

วัดความสูงของมดลูก ใช้สายวัดวัดระดับยอดมดลูก โดยการวัดระยะจากรอยต่อของกระดูกหัวหน่าวไปจนถึงยอดมดลูก โดยแนบตามส่วนโค้งของมดลูก ซึ่งในช่วงอายุครรภ์ 18–30 สัปดาห์ จะเป็นช่วงเวลาที่สามารถสังเกตขนาดของมดลูกได้ง่าย ระยะที่วัดได้เป็นเซนติเมตร จะเท่ากับอายุครรภ์เป็นสัปดาห์ เช่น หากอายุครรถ์ 25 สัปดาห์ ควรวัดได้ 25 เซนติเมตร เป็นต้น

  • อัลตราซาวด์

การอัลตราซาวด์ช่วยประเมินน้ำหนักลูกในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถมองเห็นความสมบูรณ์ และสามารวัดขนาดตัวของลูกได้ โดยจะประเมินจาก

  1. ปริมาณน้ำคร่ำในท้อง
  2. ขนาดหน้าท้อง
  3. การลอยตัวของทารก

การอัลตราซาวด์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก คุณแม่ควรฝากครรภ์ และรับการอัลตราซาวด์เพื่ออยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัย

น่าอ่าน : อัลตราซาวด์ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด!!

เช็ก น้ำหนักทารกในครรภ์ อีกหนึ่งขั้นตอนสำคํญในการฝากท้องกับคุณหมอ
เช็ก น้ำหนักทารกในครรภ์ อีกหนึ่งขั้นตอนสำคํญในการฝากท้องกับคุณหมอ
  • ดูจากน้ำหนักตัวของแม่

หลังจากตั้งครรภ์ได้ครบ 3 เดือน น้ำหนักคุณแม่ควรขึ้นเฉลี่ยประมาณสัปดาห์ละ 0.2-0.5 กิโลกรัม แต่ในช่วง 3 เดือนแรก น้ำหนักอาจลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นก็ได้ เนื่องจากว่าอาจเกิดจากการแพ้ท้อง ทำให้รับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลใจกันไป

น่าอ่าน : ตารางน้ำหนักทารกในครรภ์ พร้อมวิธีการตรวจดูขนาดของลูกในท้องว่าตัวเล็กหรือใหญ่!!

น้ำหนักทารกในครรภ์ “น้อย” : ลูกตัวเล็ก น่ากังวลใจหรือไม่??

สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักทารกในครรภ์น้อยกว่าเกณฑ์ปกติ

ไม่น่ากังวลใจ

น่ากังวลใจ

(ควรปรึกษาแพทย์)

 

พันธุกรรม ของพ่อแม่  

 

หากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตัวเล็ก ลูกจึงมีน้ำหนักน้อย หรือตัวเล็กตาม
สาเหตุจากตัวเด็กเอง

 

ตั้งครรภ์แฝด ทำให้ต้องเฉลี่ยน้ำหนักกันไป
  • ทารกมีความพิการแต่กำเนิด มีความผิดปกติทางโครโมโซมของลูก
  • ลูกในท้องมีการติดเชื้อในขณะอยู่ในครรภ์

 

สาเหตุจากรก
  • ภาวะรกเสื่อมก่อนกำหนด รกลอกตัวก่อนกำหนด ส่งผลให้ออกซิเจน หรือสารอาหารที่ลูกควรได้รับในท้องผิดปกติ ไม่เพียงพอ
  • รกเกาะตำแหน่งที่ผิดปกติ รกเกาะต่ำ
  • มีการติดเชื้อที่รก
สาเหตุจากพฤติกรรมของแม่ คุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือยังเป็นช่วงวัยรุ่น คุณแม่เลือกรับประทานอาหารมากเกิน

การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

สาเหตุจากสุขภาพร่างกายของแม่ โรคประจำตัวที่ส่งผลต่อลูกในท้องได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ เป็นต้น ทำให้คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวดังกล่าวขณะตั้งครรภ์ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
วิธีเพิ่ม น้ำหนักทารกในครรภ์
วิธีเพิ่ม น้ำหนักทารกในครรภ์

วิธีเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงลูกในท้องมากขึ้น ควรนอนเวลากลางคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และงีบหลับตอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมง
  2. ทำงานให้น้อยลงหรือหาเวลาผ่อนคลายจากความเครียด เนื่องจากความเครียดส่งผลถึงน้ำหนักทารกในครรภ์ ทำให้ลูกตัวเล็กได้
  3. งดเว้นการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  4. งดยาที่ไม่จำเป็น เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่ และคุณลูก
  5. รับประทานอาหารที่เหมาะสำหรับคนท้องให้ครบทุกมื้อ หรือหากคุณแม่มีปัญหาแพ้ท้อง หรืออยู่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้มาก อาจแบ่งรับประทานเป็นมื้อเล็ก ๆ และรับประทานให้บ่อยขึ้น เพื่อไม่ให้ปริมาณมากจนเกินไป ลดความอึดอัด แต่ยังคงสามารถทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ต้องการได้ครบถ้วน และรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่
  6. รับประทานอาหารพลังงานสูงที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะประเภทโปรตีน เช่น ปลา ไข่ ถั่วต่าง ๆ หรือธัญพืช ผักใบเขียว อะโวคาโด้ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต แต่ทั้งนี้ควรเน้นเรื่องการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เป็นต้น
  7. ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุครรภ์
  8. แม่ท้องที่มีโรคประจำตัว ควรปฎิบัติตนตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด
  9. ตรวจติดตามกับคุณหมอที่ฝากครรภ์อย่างต่อเนื่อง ถ้าลูกในท้องอยู่ในเกณฑ์ตัวเล็ก คุณหมอจะนัดตรวจติดตามถี่กว่าปกติ เพื่อตรวจสุขภาพของลูกน้อยอย่างละเอียด

เช็กสุขภาพลูกในครรภ์ด้วยวิธีง่าย ๆ จากน้ำหนักคุณแม่

อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า วิธีเช็กน้ำหนักทารกในครรภ์ง่าย ๆ วิธีหนึ่ง คือ การดูจากน้ำหนักตัวของคุณแม่เอง ดังนั้นตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรทำการควบคุมน้ำหนักของตนเองให้พอดี โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักตามดัชนีมวลกาย ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เพิ่มน้ำหนักตอนท้อง อ้างอิงจากดัชนีมวลกายก่อนท้อง
เพิ่มน้ำหนักตอนท้อง อ้างอิงจากดัชนีมวลกายก่อนท้อง

ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (BMI)

คำนวณโดยน้ำหนัก (กก.) / ความสูง (เมตร)

น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นทั้งหมด

(กิโลกรัม)

BMI < 18.5 (น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์) 12.5 – 18.0
BMI 18.5 – 24.9 (น้ำหนักตัวปกติ) 11.5 – 16.0
BMI 25.0 -29.9 (น้ำหนักตัวเกิน) 7.0 – 11.5
BMI ≥  30 (โรคอ้วน) 5.0 – 9.0

 

ปัญหาน้ำหนักที่ควรรีบไปหาหมอ!!

ช่วง 2-4 เดือนแรก น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น

ในช่วงของการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณแม่เพื่อรองรับกับการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดอาการแพ้ท้องกันเสียส่วนใหญ่ จึงเป็นสาเหตุหลักทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่ในช่วงนี้ไม่เพิ่มขึ้น หรือบางรายอาจลดลงกว่าเดิมได้ โดยในช่วงแรกนี้อาจยังไม่ต้องกังวลใจมากเกินไปนัก เพราะลูกน้อยในท้องในช่วงไตรมาสแรกนี้ ยังไม่ต้องการสารอาหารมากนัก เขาสามารถดึงสารอาหารจากร่างกายของคุณแม่ที่สะสมไว้อยู่แล้ว โดยลูกต้องการสารอาหารจริง ๆ ในช่วงเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะร่างกายของลูกกำลังสร้างกล้ามเนื้อ และพัฒนาระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

แม่คุมน้ำหนักตอนท้อง เพื่อให้คลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ลูกแข็งเรง
แม่คุมน้ำหนักตอนท้อง เพื่อให้คลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ลูกแข็งเรง

แต่หากคุณแม่ยังคงรับประทานได้ปกติ ไม่มีอาการแพ้ท้อง หรือการแพ้ไม่ได้กระทบต่อการรับประทานอาหาร แต่น้ำหนักตัวในช่วงนี้กลับไม่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับลูกในท้อง โดยการที่น้ำหนักตัวไม่ขึ้น หรือขึ้นน้อย จะกระทบถึงทารกในครรภ์ในระดับที่แตกต่างไป ตั้งแต่ไม่ผิดปกติ ไปจนถึงระดับความผิดปกติรุนแรง เช่น ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์ จะทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ น้ำคร่ำน้อย อันเป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ เป็นต้น ซึ่งหากเกิดปัญหาน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น โดยไม่มีสาเหตุควรทำการปรึกษาแพทย์จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

เมื่อคุณแม่ไปพบคุณหมอในเรื่องน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น หรือขึ้นน้อย คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือตรวจคลื่นหัวใจทารก เป็นต้น แล้วจึงจะประเมินความเสี่ยง ปัญหา และบอกวิธีดูแลตนเองที่ถูกต้องให้กับคุณแม่

น่าอ่าน :  แจกสูตร เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน กินอย่างไรให้ลงลูก!!

ช่วง 3-6 เดือน น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะกระทบต่อทั้งสุขภาพของตัวคุณแม่เอง และลูกน้อยในครรภ์ โดยอาจเกิดโรคต่อไปนี้ในระหว่างตั้งครรภ์

  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการผ่าคลอด คลอดธรรมชาติไม่ได้
  • ลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการคลอดติดไหล่
  • เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด
  • โรคอ้วน
ข้อมูลอ้างอิงจาก รพ.นครธน  /mommyliciousjuice.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

โปรแกรมคำนวณภาวะโภชนาการ เช็กน้ำหนักส่วนสูง ความสมส่วนของลูก

5 ท่าเซ็กส์ปลอดภัย ขณะตั้งครรภ์

ค่าอัลตร้าซาวด์สี่มิติ 26 โรงพยาบาลในกรุงเทพ

คัดมาให้จากตำรา 212 ชื่อมงคล ผู้หญิง เน้นชื่อเพราะ ความหมายดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

กระทรวงมหาดไทย ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส-รับรองบุตร เหลือ 1 บาท ถึง 31 ธ.ค. นี้ ใครที่จะแต่งงานต้องดู!! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

มหาดไทย เว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส รับรองบุตร – เปลี่ยนชื่อสกุล เหลือ 1 บาท

ราชกิจจานุเบกษา แพร่ประกาศกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยกเว้นค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนสมรส รวมถึงการขอเปลี่ยนชื่อสกุล เหลือ “หนึ่งบาท”

วันที่ 18 กันยายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว การจดทะเบียนสมรสเหลือฉบับละ “หนึ่งบาท” ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 รายละเอียดดังนี้

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบในทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีพของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระของประชาชน

ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกี่ยวข้องกับการจะทะเบียนครอบครัวในเรื่องต่อไปนี้ ในเขตพื้นที่ภัยที่เกิดโรคติดเขื้อไวรัส โคโรนา 2019 ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่ควบคุม ตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึง 31 ธันวาคม 2564

(1) การขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนาทะเบียนครอบครัว ฉบับละหนึ่งบาท

(2) การจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนโดยมีผู้ขอ รายละหนึ่งบาท

(3) การจดทะเบียนสมรส ณ สถานที่สมรสซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้มีขึ้น รายละหนึ่งบาท

และยังเผยแพร่ ประกาศของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย การออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคลเหลือฉบับละ “หนึ่งบาท” ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดังต่อไปนี้

(1) การออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง

(2) การออกหนังสือสำคัญแสดงการรับจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

(3) การออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

ขอบคุณข่าวจาก : ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสมรส

สำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงานแล้ว หรือ คู่รักที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะจูงมือกันไปจดทะเบียนสมรสแล้วค่ะ เพราะนอกจากค่าธรรมเนียมจะลดเหลือ 1 บาทแล้ว การจดทะเบียนสมรสยังมีข้อดี ดังนี้

ข้อดี-ข้อเสีย ของการจดทะเบียนสมรส

ประเด็น จดทะเบียนสมรส ไม่จดทะเบียนสมรส
1. สิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย – การอุปการะเลี้ยงดูซึ่ งกันและกัน
– สิทธิที่ภรรยาจะได้ใช้ชื่อสกุลสามี และเปลี่ยนสัญชาติตามสามีได้ (หรือไม่เปลี่ยนก็ได้)
– สิทธิที่จะได้รับมรดกหากอีกฝ่ายจากไปก่อน (เป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดก)
– สิทธิที่จะหึงหวงคู่สมรสอย่างถูกกฎหมาย ถ้ามีชู้ สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายจากคู่สมรสและชู้ได้
– ถ้าหย่าร้าง มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้
– มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือเอาผิดแทนกันได้
– มีสิทธิรับเงินสินไหม หรือเงินชดเชยจากราชการ กรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ
– ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ตามกฎหมาย
– ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ยกเว้นมีชื่อเป็นทายาทตามพินัยกรรม (พินัยกรรมระบุให้รับมรดก)
2. ทรัพย์สิน สินสมรส ได้แก่ รายได้ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังสมรสแล้ว รวมถึงดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งต่างก็มีอำนาจจัดการสินสมรสเองได้ ไม่ต้องขออนุญาตต่อกัน เว้นแต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว ตามที่กฎหมายบัญญัติควบคุมไว้ จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน
– ต่างฝ่ายมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง
– หากพิสูจน์ได้ว่ามีการอยู่กินฉันท์สามีภรรยา มีทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จะถือว่ามีสิทธิร่วมกันในทรัพย์สินนั้น โดยจะมีสิทธิในทรัพย์คนละครึ่ง แต่หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมให้แบ่งทรัพย์สิน อาจต้องฟ้องร้อง (และต้องหาหลักฐานมายืนยัน)
3. การทำนิติกรรมต่างๆ – ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส ทำให้มีความยุ่งยากในการจัดการทรัพย์สิน – ถ้าเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีสิทธิร่วมกัน ต้องได้รับความยินยอมเช่นกัน แต่ถ้าเป็นนิติกรรมส่วนตัว ไม่ต้องขอความยินยอม
4. หนี้สิน – หนี้ส่วนตัว ใช้สินส่วนตัวชำระก่อน ถ้าไม่พอจึงใช้สินสมรสในส่วนของตน
– หนี้ร่วม (หนี้สมรส) เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกบังคับชำระหนี้ได้จากสินสมรส หากไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถเรียกเอาจากสินส่วนตัวของทั้ง 2 ฝ่าย
– ถ้ามีหนี้สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ใช้ทรัพย์สินที่มีสิทธิ์ร่วมชำระ
– ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัว ก็เป็นภาระส่วนตัว
5. บุตร – บุตรจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของทั้งบิดาและมารดา
– ในกรณีเกี่ยวกับสิทธิของผู้รับค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย บิดาหรือมารดา มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าสินไหม แทนกันและกัน ตัวอย่างเช่น รับเงินชดเชย ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่ผู้เยาว์ มีบิดาหรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองยังมีชีวิตอยู่
– เป็นทายาทโดยธรรมของทั้งบิดาและมารดา
– บิดามารดาก็เป็นทายาทโดยธรรมของบุตรเช่นกัน
– บุตรจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของมารดาเท่านั้น และจะไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากบิดา เว้นแต่บิดาจดรับรองบุตร หรือรับรองโดยพฤติการณ์ (เชิดชู ให้ใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดู) บุตรจึงจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของบิดา และสามารถเรียกค่าเลี้ยงดูได้   (แต่บิดาไม่มีสิทธิรับมรดกจากบุตร เพราะไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย)
6. การลดหย่อนภาษี – ลดหย่อนคู่สมรส*
– ลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรส*
– ลดหย่อนประกันชีวิตของคู่สมรส*
– ลดหย่อนประกันสุขภาพของบิดามารดาคู่สมรส*
– ลดหย่อนบุตร
–  มีสิทธิเลือกที่จะแยกยื่นแบบหรือรวมยื่นแบบกับคู่สมรสได้ เพื่อการวางแผนภาษีที่เหมาะสม
–  * กรณีรวมยื่นหรือคู่สมรสไม่มีรายได้
– ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้
7. ผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต – เงินคืนรายงวด เงินปันผล และเงินครบสัญญาจากกรมธรรม์ประกันชีวิตถือเป็นสินสมรส
– หากเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต เช่น พ่อแม่ทำประกันชีวิตไว้ และให้คู่สมรสเป็นผู้รับผลประโยชน์ หากพ่อแม่เกิดเสียชีวิต ผลประโยชน์ที่ได้จากกรมธรรม์ถือเป็นสินส่วนตัว
– ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว
8. หากต้องการเลิกรากัน – ต้องไปจดทะเบียนหย่า ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่ยินยอม ต้องฟ้องร้องกัน – สามารถเลิกรากันได้เลย

การจดทะเบียนสมรส นอกจากจะมีผลในด้านกฎหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อทั้งคู่พร้อมแล้ว มาดูกันว่า จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564 และมีขั้นตอนในการจดอย่างไรบ้างกันค่ะ

จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง
จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง

เตรียมให้พร้อม! จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564

  • บัตรประจำตัวประชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (กรณีชาวต่างประเทศ)
  • หนังสือรับรองสถานภาพบุคคลจากสถานทูต หรือสถานกงสุลหรือองค์การของรัฐบาลประเทศนั้น มอบหมาย พร้อมแปล (กรณีชาวต่างประเทศขอจดทะเบียนสมรส)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
  • พยานบุคคล จำนวน 2 คน
  • พยาน 2 คน (พร้อมบัตรประชาชนของพยานด้วย) ที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
  • ถ้าเคยหย่ามาก่อน ให้พกหลักฐานการหย่าไปด้วย
  • กรณีคู่สมรสคนก่อนหน้าเสียชีวิต ต้องมีหลักฐานการเสียชีวิต เช่น ใบมรณบัตร ประกอบ
  • สูจิบัตรและทะเบียนบ้านของบุตร กรณีที่มีลูกก่อนที่จะจดทะเบียนสมรส
  • แบบฟอร์ม คร.1 ตัวนี้สามารถขอได้จากที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนที่ไปจดทะเบียนสมรส
จดทะเบียนสมรส
จดทะเบียนสมรส

ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรส

  1. รับเรื่อง – ผู้ร้องแจ้งความประสงค์ต่อนายทะเบียน โดยลงชื่อในคำร้องตามแบบคร.1 ที่นายทะเบียนเป็นผู้บันทึกข้อความ และจัดพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์
  2. ตรวจสอบหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    • นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้สำหรับบุคคลซึ่งไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมาย หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • หนังสือให้ความยินยอม (กรณีผู้ร้องขอยังไม่บรรลุนิติภาวะและผู้มีอำนาจให้ความยินยอมไม่ได้มาด้วย)
    • ผู้มีอำนาจให้ความยินยอม (กรณีผู้ร้องขอยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้มีอำนาจให้ความยินยอมมาด้วยตนเอง)
    • ผู้ร้องขอเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนหรือไม่ หากหย่าแล้วต้องตรวจ สอบหลักฐานการหย่า หรือคู่สมรสตาย ให้ตรวจสอบหลักฐานการตาย
    • คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ให้จดทะเบียน (กรณีมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล)
    • พยานอย่างน้อย 2 คน
  3. นายทะเบียนตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย
  4. ผู้มีอำนาจในการจดทะเบียน ได้แก่ นายทะเบียน (นายอำเภอ / ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ / อำนวยการเขต / หรือผู้รักษาราชการแทน)
  5. หากผู้ร้องทั้งสองฝ่ายประสงค์จะให้บันทึก ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือเรื่องอื่น ให้นายทะเบียนพิมพ์รายละเอียดนั้นไว้ในช่องบันทึก
  6. ตรวจสอบข้อความในทะเบียนสมรส เมื่อพิมพ์ข้อความลงในทะเบียนสมรสแล้ว หากมีข้อผิดพลาดสามารถแก้ไขได้ทันทีก่อนการสั่งพิมพ์ กรณีไม่มีการแก้ไขและได้สั่งพิมพ์แล้วจะไม่สามารถเรียกกลับมาแก้ไขได้อีก เพื่อเป็นการป้องกันการแก้ไขหรือลบข้อมูลโดยมิชอบ
  7. เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้สั่งพิมพ์ทะเบียนสมรส และใบสำคัญการสมรสเพื่อให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรส  และนายทะเบียนลงลายมือชื่อในใบสำคัญการสมรส
  8. มอบใบสำคัญการสมรส ให้แก่คู่สมรสฝ่ายละหนึ่งฉบับ และนายทะเบียนเก็บรักษาทะเบียนสมรสไว้เป็นหลักฐาน
  9. การใช้นามสกุลของคู่สมรส ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างคู่สมรสให้ทางทะเบียนท้องที่บันทึกข้อตกลงของคู่สมรสว่าจะใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดโดยให้บันทึกต่อท้ายในแบบ คร. 2

เมื่อทราบกันแล้วว่า จดทะเบียนสมรสใช้เอกสารอะไรบ้าง 2564 ก็อย่าลืมจูงมือแฟน พ่อ/แม่ของลูก ไปจดกันได้เลยค่า

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

รวม 5 สิทธิประโยชน์ ลดหย่อนภาษี คู่สมรส

วิจัยชี้! ข้อดีของการแต่งงาน ลดความเสี่ยง โรคสมองเสื่อม

คุณแม่ควรรู้ไว้!! ประโยชน์ของ ทะเบียนสมรส ที่คุณอาจไม่เคยรู้

วางแผนมีลูก กับ 10 เรื่องที่ต้องเจอ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณนิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร, สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์

“ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์” โลชั่นออร์แกนิค ชุ่มชื้น อ่อนโยน ดูแลผิวดุจสัมผัสรักจากแม่

อะไรใช้แล้วดี ทีมแม่ABK ก็ว่าดี โดยเฉพาะเบบี้โลชั่น ถ้ามีสูตรใหม่ต้องรีบหาซื้อมาลองใช้กับผิวเรา ผิวลูก และที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ เบบี้โลชั่นขวดน่ารัก น่าใช้มาก ดีเอ็มพี โลชั่น เขาออกสูตรใหม่ !! ค่ะคุ๊ณ  “ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5” เบบี้โลชั่นสูตรนี้หลังจากได้ลองใช้แล้ว แม่ให้เต็ม 10 ไม่หัก วันนี้ก็เลยจะมารีวิว โลชั่นบำรุงผิว ดีเอ็มพี โรสฮิป & คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5 ขวดนี้เพื่อผิวลูกน้อยเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นยาวนานตลอดวัน

 

ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5 ทำไมถึงเหมาะกับเด็ก ?

ผิวลูกน้อยบอบบาง ไวต่อการระคายเคือง เกิดผื่น แพ้ง่าย แห้งขาดความชุ่มชื้น ผิวของเด็กทารก เด็กเล็กมักจะมีลักษณะประมาณนี้เลยค่ะ ชี้จุดให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ถ้าจะซื้อเสื้อผ้าผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ทาผิว เป็นต้น สำคัญคือจะต้อง “อ่อนโยนต่อผิวสุด ๆ” เพราะสัมผัสกับผิวลูกโดยตรง ฉะนั้นถามว่าทำไม ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ถึงเหมาะกับผิวลูก

ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์

  1. เนื้อสัมผัสของโลชั่นอ่อนโยน ซึมผิวดีมาก มีกลิ่นหอมธรรมชาติอ่อน ๆ
  2. ส่วนผสมมาจากสารสกัดธรรมชาติที่เป็นออร์แกนิค

อันนี้จากที่ใช้กับผิวตัวแม่เอง แล้วก็ผิวเด็ก ๆ ที่บ้าน คือไม่แพ้ ไม่คันผิวเลย ก็มั่นใจไปได้ว่าดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์โลชั่นออร์แกนิคขวดนี้ปลอดภัยต่อผิวของลูกอย่างแน่นอนค่ะ

ทีมแม่ABK มีเกริ่น ๆ ไปว่าเบบี้โลชั่น สูตรใหม่ของดีเอ็มพี ขวดสีเขียวอ่อนละมุนน่ารัก น่าใช้ขวดนี้มีส่วนผสมเป็นสารสกัดธรรมชาติออร์แกนิค เราไปดูคุณสมบัติพิเศษของสารสกัดธรรมชาติที่ว่านี้กันสักหน่อยค่ะ แล้วแม่ ๆ จะรู้ว่าทำไม๊ ทำไม ต้องใช้ดีเอ็มพี เบบี้โลชั่นออร์แกนิคขวดนี้ ใช้เลย!!

ดีเอ็มพีออกแบบขวดเบบี้โลชั่น ให้ใช้งานง่าย เป็นแบบขวดปั๊ม ทรงขวดโลชั่นจะโค้งคอดทำให้หยิบจับใช้สะดวก เนื้อโลชั่นมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทาที่ผิวลูกแล้ว กอด หอมได้ทั้งวันเลยล่ะค่ะ สำหรับเนื้อโลชั่นจะนุ่มมาก ทาที่ผิวแล้วเกลี่ยง่าย ซึมซาบลงสู่ผิวได้เร็ว แม่บ้านไหนที่ไม่ชอบความเหนียวเหนอะหนะเวลาทาโลชั่น ต้องถูกใจกันแน่นอนค่ะ

ดีเอ็มพี โลชั่นออร์แกนิค pH5.5

ว้าว!! 3 สารสกัดธรรมชาติที่มีให้เฉพาะดีเอ็มพี เบบี้ โลชั่นสูตรใหม่

อ่านดูส่วนผสมข้างขวดเบบี้โลชั่น เจอ 3 ส่วนผสมนี้เข้าไป ถูกใจสุด ๆ เพราะเป็นส่วนผสมธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวไม่ใช่แค่ชุ่มชื้นนะคะ และยังเป็นเกราะปกป้องผิวลูกน้อยให้มีความแข็งแรง สุขภาพผิวดีด้วยค่ะ

  1. ออร์แกนิค โรสฮิป (Rosehip) อุดมด้วยสารธรรมชาติ มีวิตามินเอ และกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น
  2. ออร์แกนิค คาโมมายล์ (Chamomile) ช่วยปกป้องการระคายเคืองผิว
  3. เชียร์บัตเตอร์ (Shea Butter) อุดมด้วยวิตามินอี มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันการสูญเสีย moisturizer ใต้ผิว ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นขึ้น

ทั้งหมดนี้คือสารสกัดธรรมชาติ ระดับตัวท็อปพระเอก นางเอก ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุง กักเก็บน้ำในผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ที่สำคัญสารสกัดออร์แกนิค คาโมมายล์ ตัวนี้ยังทำให้ผิวลูกน้อยสบาย ลดการเกิดอาการระคายเคืองผิว เดี๋ยวจ้ะแม่ ๆ ดีเอ็มพี เบบี้โลชั่นออร์แกนิคขวดนี้ เนื้อโลชั่นเขาเนี่ยมีค่า pH-Balance 5.5 ด้วยนะจะบอกให้ ดีเวอร์วังสุด ๆ เพราะ pH-Balance เนี่ยช่วยในเรื่องการรักษาสมดุล และปกป้องน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติของผิว

ปรบมือดัง ๆ ให้กับดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ ออร์แกนิค pH5.5 เบบี้โลชั่นขวดเลยค่ะ บอกเลยน่าใช้มาก ๆ ไม่ว่าจะผิวลูก หรือผิวแม่ ถ้าไม่ได้ใช้ดีเอ็มพี โรสฮิป & คาโมมายล์ ถือว่าพลาดมาก! เพราะเป็นเบบี้โลชั่นที่อ่อนโยน ปลอดภัยกับผิวจริง ๆ ดีเอ็มพี โรสฮิป & คาโมมายล์ สูตรใหม่เขาเพิ่มประสิทธิภาพของส่วนผสม และยังใส่ใจต่อผู้บริโภค เข้าใจความเป็นแม่ที่มีความกังวลกับผิวลูก และยังปราศจาก 7 สารที่เป็นอันตรายต่อผิว ได้แก่ Paraben , Formaldehyde , SLS , DEA , Alcohol , Phthalate , Triclosan

ให้การดูแลปกป้อง ถนอมผิวลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอด ดุจสัมผัสรักจากแม่ตลอด 365 วัน ใช้ดีเอ็มพี โรสฮิป แอนด์ คาโมมายล์ โลชั่นออร์แกนิค ดูแลผิวลูกน้อยกันนะคะ

#ชี้เป้า ดีเอ็มพีโรสฮิป & คาโมมายล์ ซื้อใช้ได้ที่ช่องทางจัดจำหน่ายตามนี้เลยค่ะ Shopee คลิก →   https://shopee.co.th/Dmp

 

ดีเอ็มพี โลชั่นออร์แกนิค pH5.5

การบ้านเยอะ การบ้านไม่เหมาะสม

เรียนออนไลน์ การบ้านเยอะ งานลูกพ่อแม่เครียดรับมือยังไง

การบ้านเยอะ การบ้านยาก ตัวการขัดขวางการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้ของลูก เมื่อเข้าสู่ยุคเรียนออนไลน์ พ่อแม่ควรรับมือกับการเรียนของลูกอย่างไร ให้ไม่เครียด

เรียนออนไลน์ การบ้านเยอะ งานลูกพ่อแม่เครียดรับมือยังไง??

ในยุคการเรียนออนไลน์ในช่วงวิกฤตโรคระบาดไวรัส Covid-19 ที่เด็กจำเป็นต้องปรับตัวจากการเรียนในโรงเรียน เข้าสู่การเรียนที่บ้านผ่านหน้าจอ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเครียดให้แก่เด็กแล้ว ปัจจุบันยังพบว่าพ่อแม่ก็ได้รับความเครียดจากการเรียนออนไลน์ของลูกไม่แพ้กัน ซึ่งจะเห็นได้จากข่าวที่แชร์กันออกมาถึงการบ้านของลูกในวัยต่าง ๆ ที่พ่อแม่ต่างต้องอึ้ง และค้นพบว่าเด็กสมัยนี้ต้องเรียนด้วยเนื้อหายาก ๆ กันแบบนี้เลยเชียวหรือ

ล่าสุดเกิดเป็นดราม่า เมื่อผู้ปกครองแชร์การบ้านของเด็กๆ ซึ่งระบุว่า เป็นการบ้านของเด็ก ป.4 แต่เมื่ออ่านโจทย์แล้ว งานนี้พ่อแม่ผู้ปกครอง ถึงกับต้องเอามาแชร์ให้ชาวเน็ตช่วยด้วย เพราะยากมากจริงๆ โดยการบ้านดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษที่ถามว่า ส่วนประกอบใดที่เป็นแผ่นบางอยู่นอกกระดูกกระโหลกศีรษะ โดยมีคำตอบให้เลือก 3 ข้อ คือ 1.periosteum (เยื่อหุ้มกระดูก) 2.cancellous bone (กระดูกเนื้อโปร่ง) และ 3.compact bone (กระดูกส่วนแข็ง)

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองได้แชร์ภาพของการบ้านเด็กๆในยุคนี้และเนื้อหาการเรียนการสอนว่ามีความยากและเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าเด็กสมควรต้องเรียนยากขนาดนี้หรือไม่อย่างไรหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.khaosod.co.th

 

ข่าวการบ้านเด็กประถม การบ้านยาก การบ้านเยอะ
ข่าวการบ้านเด็กประถม การบ้านยาก การบ้านเยอะ
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.brighttv.co.th

 

แม้การเรียนออนไลน์จะสร้างภาระ และปัญหาทั้งจากความไม่พร้อม จากการปรับตัวของบางครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราผู้ใหญ่ได้เพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับเด็กในยุคปัจจุบันขึ้นมาจากการเรียนออนไลน์ นั่นคือ การได้กลับมาทบทวนถึงหลักสูตร และเนื้อหาของการเรียนในปัจจุบันต่อเด็ก และลูกหลานของเราว่า การเน้นเนื้อหาความยากของหลักสูตรการศึกษาสมัยนี้ มากเกินความจำเป็นไปหรือไม่ ภาระงาน การบ้านเยอะ ของพวกเขาสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้จริงหรือ

การบ้านกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก

ได้มีการศึกษาที่เชื่อมโยงการบ้านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยเป็นการศึกษาที่ไม่ได้ควบคุมความแตกต่างของนักเรียน ในการศึกษาดังกล่าวได้ทำการศึกษาจาก 35 รายการ พบว่าประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์จากรายการทั้งหมด พบความเชื่อมโยงระหว่างการบ้านกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นเป็นไปในทางบวก แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยระหว่างการบ้านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เด็กที่อายุน้อยในระดับก่อนวัยเรียน วัยอนุบาล หรือประถมวัยตอนต้น โดยธรรมชาติการเรียนรู้สำหรับเด็กวัยนี้ คือ การเรียนรู้ผ่านการเล่น เนื่องจากเด็กไม่สามารถขจัดสิ่งที่รบกวนสมาธิ บังคับตนเองให้นั่งนาน ๆ ในการทำการบ้านได้ และยิ่งโดยเฉพาะการบ้านยาก หรือ การบ้านเยอะ เกินกว่าวัยของเด็กแล้วนั้น ยิ่งทำให้การเรียนรู้ของเขาเกิดขึ้นได้ยากขึ้นไปอีก จึงทำให้ความสัมพันธ์ของการบ้าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาจึงแสดงเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงไม่มีเลยในผลการศึกษาดังกล่าว

 

ความสัมพันธ์ของ การบ้านเยอะ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ความสัมพันธ์ของ การบ้านเยอะ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ทำความเข้าใจ!! กับจุดประสงค์ของการบ้าน

แม้ว่าความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับการบ้านในเด็กประถมวัย จะมีเพียงเล็กน้อยไปจนถึงไม่มีเลย แต่จากการศึกษาก็จะพบว่า ยังมีผลความเชื่อมโยงกับทั้งสองเรื่องนั้น เป็นไปในทางบวก ถึง 77% นั่นหมายถึง การบ้านช่วยเพิ่มศักยภาพของเด็กได้จริง หากเราทำให้การบ้านนั้น เหมาะสมกับวัย และมีปริมาณที่เหมาะสม

จุดประสงค์ของการบ้าน

  1. การบ้านช่วยเพิ่มทักษะ พัฒนาความรู้ความสามารถของเด็ก ๆ โดยเด็กสามารถทบทวน และใช้เป็นการประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเองต่อบทเรียนนั้น ๆ ว่าเข้าใจแค่ไหน เข้าใจหรือไม่อีกด้วย
  2. เพื่อฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และการควบคุมตนเอง หากลูกยอมมานั่งทำการบ้านของเขา ควบคุมตนเองให้ทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น (ความสามารถในการรับผิดชอบตนเอง สามารถลำดับหน้าที่ความสำคัญได้) ก็นับว่าเขาได้รับประโยชน์จากการบ้านแล้ว
  3. หากเป็นงานกลุ่ม ยังเป็นการเพิ่มพูนทักษะการเข้าสังคมได้อีกด้วย
  4. ทำให้คุณครูสามารถประเมินการสอนว่า การสอนแบบนี้เด็กสามารถเข้าใจในบทเรียนมากแค่ไหน ควรปรับเปลี่ยนอย่างไร
  5. การบ้านยังช่วยให้ผู้ปกครองได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน ได้ประเมินลูกหลานว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ 

    การบ้านเยอะ พ่อแม่เครียด
    การบ้านเยอะ พ่อแม่เครียด

การบ้านลูก ทำไมพ่อแม่เครียด??

แม้ว่าการศึกษาของไทย จะหลักสูตร เป้าหมายอย่างไรก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่า “การบ้าน” แล้ว นั่นก็คือ การได้รับมอบหมายภาระงานให้ทำที่บ้าน ดังนั้น ผู้ที่มีความสำคัญในการจัดการ ดูแลลูกหลานไม่ให้เกิดความเครียด หรือผลเสียจากการทำการบ้านนั้น ก็คือ พ่อแม่นั่นเอง สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่เราต้องทำเพื่อให้ลูกได้รับประโยชน์จากการทำการบ้านได้อย่างเต็มที่ หรือ ไม่เครียดจนเกินไป ต้องอยู่ที่การปรับความเข้าใจในทัศนคติของคุณพ่อคุณแม่เสียก่อนว่า “ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สำคัญเท่าลูกได้เรียนรู้กระบวนการหาผลลัพธ์นั้น ๆ มากกว่า” หรือหากจะพูดให้ง่าย ๆ นั่นก็คือ อย่ามัวแต่สนใจผลงาน คะแนน ความถูกต้องของการบ้านนั้น มากกว่าการได้สอนให้ลูกได้คิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากการบ้านนั้น ๆ เอง หากคิดได้เช่นนี้เหตุการณ์ที่เราได้เห็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย นั่งทำการบ้านส่งแทนลูกหลาน หรือการทะเลาะกับลูกเวลาสอนการบ้านก็คงไม่มีให้เห็นกันอีกต่อไป

นอกจากกการปรับทัศนคติของตัวพ่อแม่เองแล้ว ยังมีปัจจัยที่จะช่วยให้ การบ้านสามารถเป็นตัวช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของเด็กให้ได้ดีขึ้น โดยพิจารณาจากเหตุอีก 3 ปัจจัย ดังนี้

การบ้านเยอะ การบ้านมากเกินวัยไปหรือไม่??

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Duke ได้ทบทวนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการบ้านมากกว่า 60 เรื่องระหว่างปี 2530 ถึง 2546 และสรุปว่าการบ้านส่งผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

Harris Cooper (แฮร์ริส คูเปอร์ ) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา กล่าวว่า งานวิจัยที่เขานำแสดง แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงบวกของการบ้านกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ผู้ที่อยู่ในเกรด 7 ถึง 12 มากกว่านักเรียนในโรงเรียนประถม

ในขณะที่ชัดเจนว่าการบ้านเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ คูเปอร์ยังกล่าวว่าการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าการบ้านเยอะ การบ้านมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อนักเรียนทุกระดับ

“แม้แต่นักเรียนมัธยม การบ้านมากเกินไปก็ไม่สัมพันธ์กับเกรดที่สูงขึ้น”

Harris Cooper เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่ Duke ซึ่งเขายังเป็นผู้กำกับโครงการด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัย และเป็นผู้เขียนเรื่อง
“The Battle over Homework: Common Ground for Administrators, Teachers, and Parents” (Corwin Press)

 

การเรียนรู้ของเด็ก คือการเล่น
การเรียนรู้ของเด็ก คือการเล่น

 

แล้วเด็กควรทำการบ้านมากแค่ไหน? Cooper กล่าวว่างานวิจัยนี้สอดคล้องกับ “กฎ 10 นาที” ที่เสนอการบ้านที่เหมาะสมที่สุดที่ครูควรมอบหมาย คูเปอร์กล่าวว่า “กฎ 10 นาที” เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป โดยครูจะเพิ่มการบ้าน 10 นาทีในขณะที่นักเรียนก้าวหน้าไปหนึ่งเกรด

  • เด็กในเกรด K-2 (เทียบเท่ากับเด็กประถม 1-2 ) การบ้านจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้เวลาทำการบ้านไม่เกิน 10-20 นาทีในแต่ละวัน
  • เด็กโตในเกรด 3-6 (เทียบเท่ากับเด็กประถม 3-6) สามารถจัดการการบ้านได้ในเวลา 30-60 นาทีต่อวัน
  • ในมัธยมต้นและมัธยมปลาย จำนวนการบ้านจะแตกต่างกันไปตามวิชา แต่ควรใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยไม่เกิน 1 ชั่วโมง ต่อวัน

การบ้านยากเกินวัยของเด็กไปหรือไม่??

คำว่า “ยากเกินไป” อาจเป็นคำที่ประเมินยาก หรือหาคำนิยามร่วมกันได้ยากเสียหน่อย ดังนั้น พ่อแม่สามารถยึดหลักโดยดูจากลูกของเราเองว่า การบ้านของลูกนั้นเหมาะสมกับเขามากน้อยเพียงใด

  • หากว่า ลูกทำการบ้านไม่ได้ หรืองอแงเนื่องมาจากการไม่เข้าใจในบทเรียน หากเราเข้มงวด หรือปล่อยผ่านไปอาจทำให้เขารู้สึกท้อ ไม่มีความมั่นใจในตัวเองได้ พ่อแม่สามารถช่วยเหลือลูกได้ โดยการทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน แล้วจึงตั้งโจทย์เพิ่มให้เขาลองทำด้วยตนเองอีกครั้งว่าสามารถทำได้หรือยัง ติดขัดตรงไหนบ้าง การลงมือทำพร้อมกันไปกับลูกทำให้พ่อแม่สามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริงของลูกได้มากกว่าการปล่อยให้เขานั่งทำด้วยตนเอง หรือบอกคำตอบผ่านไปเพียงเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องส่งครู ก็จะทำให้ลูกไม่ได้เรียนรู้ และไม่มีความภูมิใจในตนเอง อาจเลยเถิดไปถึงการไม่เห็นถึงคุณค่าในตนเองในอนาคตได้
  • หากว่า การบ้านยาก เกินวัยของลูกไปมาก การดูว่าการบ้านที่ได้รับนั้น ยากเกินวัยของลูกไปหรือไม่ อาจทำได้โดยการปรึกษา พูดคุยกันเองระหว่างผู้ปกครอง สอบถามกันดูว่าส่วนใหญ่เด็กสามารถทำการบ้านนั้น ๆ ได้หรือไม่ ถ้าพบว่าการบ้านยากเกินวัยของลูก(ดังเช่นตัวอย่างข่าวข้างต้น) พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรกดดัน หรือบีบบังคับให้เด็กต้องพยายามต่อ การที่ลูกทำไม่ได้ไม่ได้ผิดปกติ หรือไม่เก่ง เพราะเรากำลังคาดหวังในสิ่งที่เกินความสามารถในวัยของลูก สิ่งที่ควรทำ คือ การพูดคุยกับคุณครูผู้สอน เพื่อให้เข้าใจตรงกัน หรือหาวิธีที่สามารถทำให้ลงตัวได้ เช่น การปรับลดเนื้อหาลงให้เหมาะสมกับวัย หรือ แนะนำวิธีการสอนที่ช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ พ่อแม่ควรปล่อยวางไม่ลงโทษ เข้มงวดในสิ่งที่เกินวัยของลูก มิเช่นนั้นอาจได้ผลเสียมากกว่าผลดี 

    การบ้านที่ดี ต้องเหมาะสมกับวัย ทั้งปริมาณและความยากง่าย
    การบ้านที่ดี ต้องเหมาะสมกับวัย ทั้งปริมาณและความยากง่าย

 

การควบคุมตนเองของลูก (Self Control) ไม่ดีพอ

ในกรณีนี้ลูกคงต้องได้รับการช่วยเหลือจากพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง โดยใช้วิธีการ Task Analysis เป็นวิธีการสอนที่เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษวิธีหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่สามารถวางแผนการสอนอย่างดีมีเป้าหมาย โดยแบ่งกิจกรรมหรือการบ้านที่ยาก และเยอะนั้น ๆ ให้เป็นขั้นตอนย่อย ๆ จากขั้นตอนแรกไปจนขั้นตอนสุดท้าย และสอนไปตามลำดับขั้นตอนทีละขั้นจนเด็กทำได้สำเร็จ เช่น  หากการบ้านมีหลายหน้า อาจแบ่งทำเป็นช่วง ๆ จนครบ โดยแต่ละช่วงที่ลูกทำสำเร็จ พ่อแม่ต้องชื่นชม ให้กำลังใจ ให้ลูกรู้สึกว่า เขาทำได้ ทำสำเร็จ เห็นเส้นชัยแม้ว่า การบ้านเยอะ การบ้านยาก แต่เขาก็สามารถค่อย ๆ ทำจนสำเร็จได้ นอกจากลูกจะได้รับความภูมิใจในตนเองแล้ว เขายังได้เรียนรู้การแบ่งงาน วิธีการจัดการปัญหาเพื่อไปสู่เป้าหมายได้อีกด้วย

การบ้านลูก พ่อแม่ไม่เครียด และเข้าใจ ก็สามารถช่วยให้ลูกเรียนรู้ และได้รับประโยชน์จากการบ้านได้อย่างเต็มที่อย่างแน่นอน เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว และฝากข้อคิดจากคุณหมอโอ๋ เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านมาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจกัน

รักลูก… อย่ารบกับลูกเรื่องการบ้าน ด้วยการใช้วิธีวิธีบ่นว่าแบบเดิมๆนะคะ

“ไม่มีเด็กคนไหนจะทำอะไรได้ดี ในวันที่รู้สึกแย่ๆ”

ข้อมูลอ้างอิงจาก Duke Today
ตกขาว

ตกขาว ต้องเข้าใจ ตกขาวผิดปกติ ต้องสังเกต

ตกขาว ถือเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่หากตกขาวผิดปกติขึ้นมา มีอาการคัน หรือมีกลิ่น อย่าอายที่จะไปหาหมอ นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, กรรมการแพทยสภา เจ้าของเพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์ ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับตกขาวแบบต่างๆ ที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้ไว้ดังนี้

ตกขาวผิดปกติ เป็นหนึ่งในภาวะที่พบบ่อยในคลินิกนรีเวช มีการศึกษาพบว่ากว่า 1 ใน 5 ของหญิงชาวอเมริกามีตกขาวผิดปกติ ในปีที่ผ่านมา

ตกขาวคืออะไร

ตกขาว เป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่สร้างมาจากปากมดลูก และเยื่อบุผิวของช่องคลอด โดยจะมีปริมาณเฉลี่ย 1-4 ซีซี ต่อวัน มีสีขาว หรือใส มีความหนืดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของรอบประจำเดือน และมักจะไม่มีกลิ่น

ตกขาวจะสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น เกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารที่ทาน การใช้ยาคุมกำเนิด การใช้ยาชนิดต่างๆ การมีเพศสัมพันธ์ ร่วมถึงความเครียดด้วย อย่างไรก็ดีสีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ตกขาวเป็นสีเหลืองข้น มีกลิ่นเล็กน้อย แต่จะไม่ทำให้เกิดอาการคัน  เจ็บ แสบร้อน ไม่ทำให้เกิดการบวมแดงของปากมดลูกและช่องคลอด

ตกขาวผิดปกติ อาการเป็นอย่างไร

ผู้หญิงที่มีตกขาวผิดปกติ สามารถมาด้วยอาการที่หลากหลาย เช่น

  • มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณ สี กลิ่น
  • มีอาการคัน
  • มีอาการแสบร้อน
  • มีอาการระคายเคือง
  • มีอาการบวมแดงที่ปากช่องคลอด
  • มีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะ
  • หรือมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย

สาเหตุที่ทำให้ตกขาวผิดปกติ

แบ่งได้ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่

  • ตกขาวผิดปกติจากการติดเชื้อ โดยเชื้อที่พบบ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อโปรโตซัว
  • ตกขาวผิดปกติจากการไม่ติดเชื้อ เช่น ภาวะวัยทอง การมีเพศสัมพันธ์ การใช้สารเคมีสวนล้างช่องคลอด เป็นต้น

การวินิจฉัยว่าตกขาวที่ผิดปกติ เกิดจากอะไร ต้องใช้การซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป้าหมายเพื่อให้การรักษาสามารถทำได้ถูกกับโรค เนื่องจากแต่ละโรคมีการรักษาที่แตกต่างกัน

ตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการเป็นแบบไหน

อาการเด่นของตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีตกขาวสีขาวปนเหลือง ออกเทาเล็กน้อย ลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน มักจะมีกลิ่นรุนแรงคล้ายกลิ่นปลาเน่า

ตกขาวที่เกิดจากเชื้อรา อาการเป็นแบบไหน

อาการที่พบบ่อยของตกขาวที่เกิดจากเชื้อรา มักจะมีอาการคันที่บริเวณปากช่องคลอด มีอาการเจ็บ ออกแสบร้อน และระคายเคือง และอาจมีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะร่วมได้ด้วย ลักษณะของตกขาวจะเป็นสีขาวข้นคล้ายนมบูด มักจะไม่มีกลิ่น

ตกขาวที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว อาการเป็นแบบไหน

อาการที่พบได้บ่อยจากตกขาวที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว คือ จะมีตกขาวปริมาณมาก ไม่ค่อยมีความหนืด กลิ่นรุนแรง และมักพบร่วมกับอาการแสบคัน บริเวณปากช่องคลอด มีอาการเจ็บเวลาปัสสาวะ มีอาการปวดท้องน้อย หรือมีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ดี อาการที่เป็นอาจจะไม่ชัดเจน จำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุร่วมด้วย ดังนั้นจึงไม่แนะการซื้อยาทำการรักษาเอง เพราะหากรักษาได้ไม่ถูกต้อง อาจจะเกิดผลเสียตามมาได้

สุดท้ายนี้หมอจึงอยากบอกว่า ตกขาว ต้องเข้าใจ และอยากให้มาตรวจกันนะครับ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


Heatlh Quotient ฉลาดดูแลสุขภาพ หนึ่งใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี เริ่มต้นได้โดยคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาสุขภาพ รวมถึงสอนให้ลูกรู้จักการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เตรียมพร้อมหาข้อมูลต่างๆ ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีสู่ลูกน้อย เพราะสุขภาพที่แข็งแรงจะเป็นต้นทุนชีวิตที่ดีตั้งแต่แรกเกิดให้กับลูกน้อย


ติดตามเรื่องน่ารู้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ และสุขภาพสตรี กับคุณหมอโอฬาริก

ได้ที่เพจ เค้าเรียกผมว่า หมอเมนส์

เพจ หมอโอฬาริก

 

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

หมอเฉลย คุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด? โดยคุณหมอโอฬาริก

รวมคำถามพบบ่อย คนท้องกับโควิด โดยคุณหมอโอฬาริก

คนท้องติดโควิด คนท้องทำ Home isolation ได้ไหม?

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่กินได้ vs ยาต้องห้าม

 

ลูกขี้กลัว

ลูกขี้กลัว 6 เทคนิครับมือ เมื่อลูกต้องเผชิญกับความกลัว

ลูกขี้กลัว ผิดปกติหรือไม่? คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกอย่างไรเมื่อลูกต้องเผชิญกับความกลัว พญ. ศรินพร มานิตย์ศิริกุล ทิพย์อุดม เจ้าของเพจ “หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด มีคำแนะนำดีๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่นำไปใช้สอนลูก “รับมือกับความกลัวของเด็ก”กันค่ะ

Fear ความกลัว เป็นการตอบสนอง “ปกติ” ของสมองเมื่อรับรู้ถึง “อันตราย” หรือสิ่งที่ “ไม่ปลอดภัย” เพื่อให้เราเลือกว่าจะ “สู้ ” หรือ “หนี ” เพื่อปกป้องตัวเราเองให้ “ปลอดภัย”

ลูกขี้กลัว เพราะอะไร?

หลายๆ ครั้งลูกต้องเผชิญกับความกลัว ในสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน เช่น #กลัวเสียงดัง #กลัวสัตว์ #กลัวความมืดฯ เพราะลูกอาจไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร มีอันตรายหรือไม่ หรืออาจมีประสบการณ์ มีจินตนาการไม่ดีเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น

#นิวโร เดิมทีเป็นเด็กที่กลัวสัตว์มาก ไม่กล้าเข้าใกล้ ร้องไห้ทุกครั้งเวลาเจอ ก่อนโควิดแม่พาลูกไปซาฟารีเวิลด์และสวนสัตว์ที่ต่างๆบ่อยมากกกกกก ขับรถกอล์ฟเที่ยวเขาเขียว จนลูกเริ่มคุ้นเคย ชอบไปสวนสัตว์ เราจึงเริ่มไปให้อาหารสัตว์ ซึ่งตอนสองสามครั้งแรกลูกไม่ยอมให้ ต่อมาพ่อแม่ทำให้ดูจนลูกรู้ว่าปลอดภัย ตอนนี้เลยกลับกลายเป็นเด็กที่ “ชอบ” และ “กล้า” ให้อาหารสัตว์มาก และ #ร้องขอ ไปเองทุกครั้ง แต่ก็มีบางครั้งที่สัตว์ จู่โจม วิ่งนอกรั้ว ที่ลูกยังรู้สึกว่าไม่โอเค ซึ่งแม่ก็คิดว่าต้องให้เวลาค่ะ

รับมือ ความกลัวของเด็ก
ลูกขี้กลัว วิธีรับมือ ความกลัวของเด็ก

การรับมือ กับความกลัวของเด็ก

สิ่งที่แม่พยายามทำคือ

  1. ให้ความมั่นคงในจิตใจลูก
    ไม่ส่งเสียงตกใจ ไม่แกล้งแหย่ลูก ไม่หัวเราะในสิ่งที่ลูกกลัว อยู่ข้างๆ ลูก สัมผัส จับมือ บอกลูกว่าพ่อแม่อยู่ข้างๆลูก อุ้มเมื่อลูกร้องขอ ให้ลูกมีความมั่นคง รู้สึกปลอดภัยว่าพ่อแม่พร้อมช่วยเหลือไม่ทิ้งไปไหนค่ะ
  2. ให้เวลาลูก
    พ่อแม่ต้องนิ่ง ให้เวลาลูกสังเกต เรียนรู้ ปรับตัวในสิ่งที่ลูกกลัว ไม่บังคับหรือเร่งรัดลูกจนเกินไป เด็กๆต้องใช้เวลามากน้อยต่างกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองค่ะ
  3. เป็นตัวอย่างให้ลูก
    อยากให้ลูกหายกลัวอะไร พ่อแม่อาจต้องทำให้ลูกเห็นว่ามันไม่อันตราย มันปกติ ตัวแม่เองกลัวสัตว์มากกกกก แต่พยายามไม่แสดงออกให้ลูกกลัวตาม ไม่กรีดร้อง ไม่วิ่งหนี ยอมให้อาหารสัตว์ทั้งๆ ที่ไม่เคย เพื่อให้ลูกดู บางครั้งก็ส่งพ่อไปเป็นตัวแทน
    ไปๆ มาๆ จากเดิมที่แม่กลัวไก่มาก พอไปกับลูกบ่อยๆ แม่ก็เดินผ่านดงไก่ได้แล้วค่ะ
  4. ไม่ใช้ความกลัวในการเลี้ยงลูก
    หลายๆ ครั้งเราใช้ความกลัวในการเลี้ยงลูก #ระวังตุ๊กแกกินตับนะ #เดี๋ยวจะมีตำรวจมาจับ #ดื้อมากเดี๋ยวให้หมอมาฉีดยา
    ทั้งหมดทั้งมวล ทำให้ลูกกลัวโดยการจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้ลูกมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์ได้ค่ะ
  5. อธิบายตามหลักความจริง
    เสียงดังเกิดจากอะไร เช่น
    เค้าเจาะประตู เสียงเลยดัง หนูดูไกลๆ ได้ แต่เข้าใกล้ไม่ได้เพราะมันมีเศษไม้อาจเข้าตาได้
    หนูให้อาหารสัตว์ได้ สัตว์เค้าจะอ้าปากมากิน แต่หนูให้แล้วต้องปล่อยมือ อย่าให้โดนฟันของพี่นะคะ
  6. ความกลัวยังเป็นสิ่งที่ดี
    หลายๆ อย่างเราก็ต้องสอนให้ลูกกลัวในสิ่งที่เหมาะสม (ย้ำว่าสอนไม่ใช่ขู่หรือหลอกค่ะ) เช่น
    ไม่ข้ามถนนคนเดียว วิ่งลงกลางถนน เพราะรถชนบาดเจ็บได้
    ไม่วิ่งเล่นหนีแม่ เพราะอาจมีคนไม่ดีจับตัวไปได้หรือหลงทางได้
    ไม่เอานิ้วแหย่ปลั๊กเพราะไฟจะดูด
    ซึ่งแม่สอนเรื่องนี้ผ่านนิทาน สอนพร้อมให้ลูกคิดตาม ตอบคำถามที่ลูกคาใจ ให้ลูกไม่กลัวเกินกว่าความเป็นจริงค่ะ

ย้ำอีกครั้งว่าความกลัวเป็นเรื่องปกติ เป็นการตอบสนองของร่างกายเพื่อให้เราอยู่รอดปลอดภัย แต่เราก็ไม่ควรจะหลอกให้เด็กกลัวจนเกินกว่าความเป็นจริง และเมื่อไหร่ที่ลูกเรากลัว เราควรจะอยู่เคียงข้างให้เวลา แล้วค่อยอธิบายเพื่อสร้างความมั่นคงในจิตใจให้ลูก

เพราะความกลัวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อของพัฒนาการของลูกค่ะ

#หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


1 ใน Power BQ 10 ความฉลาดที่เด็กยุคใหม่ควรมี คือการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เพราะความกลัวเป็นเรื่องปกติของทุกคน หากลูกได้เรียนรู้วิธีรับมือกับความกลัวอย่างถูกต้องจากคุณพ่อคุณแม่ ก็จะสร้างความมั่นคงในจิตใจของลูก ให้เติบโตเป็นคนที่มี EQ ดี มีโอกาสในการประสบความสำเร็จทั้งในด้านหน้าที่การงาน และ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง


ติดตามความรู้การพัฒนาสมอง และการเรียนรู้ของเด็ก กับคุณหมอศรินพร

ได้ที่เพจ หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด

หมอสมองเลี้ยงลูกแฝด

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

ลูกตกจากที่สูง หัวฟาดพื้น ทำยังไงดี?

8 วิธีฝึก “สมองส่วนหน้า” ที่ให้ลูกได้มากกว่าทักษะ EF

 

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน ใช่อาการโควิดไหม อันตรายหรือไม่?

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน แค่ช่วงปกติก็ว่าห่วงแล้ว ยิ่งสถานการณ์ช่วงโควิด 19 ระบาดยิ่งจิตตกไปกันใหญ่ หยุดกังวลเชิญมาฟังคุณหมออธิบาย เช็กให้ชัวร์ว่าอันตรายไหม

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน ใช่อาการโควิดไหม อันตรายหรือไม่?

เมื่อได้รับข่าวดีว่าจะได้เป็นแม่ รับรองได้ว่าคุณแม่ทุกคนต่างก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกกันอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการ เตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องการวางแผนอนาคต และรวมถึงสุขภาพร่างกายของคุณแม่เองที่ต้องดูแลเป็นพิเศษกว่าเดิม เรียกได้ว่าไม่อยากให้เจ็บป่วยใด ๆ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามที แต่ขึ้นชื่อว่า โรคภัยไข้เจ็บ แล้ว เราคงไม่สามารถป้องกันได้อย่าง 100% ดังนั้นการเรียนรู้ ศึกษาอาการ และวิธีการรับมือต่าง ๆ จึงน่าจะเป็นหนทางออกสำหรับคุณแม่ที่จะได้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และไม่วิตกกังวลจนเกินไป

คุณแม่ดูแลตัวเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
คุณแม่ดูแลตัวเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์

เมื่อ คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน … อันตรายหรือไม่??

โดยปกติแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นไข้ได้ง่ายเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ซึ่งไข้คือปฏิกิริยาหนึ่งที่ร่างกายของคนเราแสดงออกมาเมื่อมีการติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย ฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีไข้ ก็จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังมีการติดเชื้อหรืออักเสบเกิดขึ้น จึงต้องรีบหาสาเหตุโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ และควรรีบบรรเทาอาการต่าง ๆ โดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อการคลอด และลูกน้อยในท้องได้

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน ทำไมถึงอันตราย ?

ในระหว่างการตั้งครรภ์ หากคุณแม่เป็นไข้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ทารกเจริญเติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ และอาจนำไปสู่การแท้งบุตรหรือส่งผลให้ทารกมีภาวะพิการแต่กำเนิดได้ โดยมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นไข้ก่อนตั้งครรภ์หรือมีอาการขณะตั้งครรภ์ในระยะแรกเสี่ยงต่อภาวะพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเกิดความผิดปกติของการปิดของท่อระบบประสาท (Neural Tube Defect: NTDs) สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการ อีกทั้งทารกในครรภ์ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกลุ่มอาการออทิสติกมากขึ้นหากมารดาเป็นไข้ขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรไปพบแพทย์ทันทีหากเป็นไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันระหว่างตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและเรื้อรัง ซึ่งแพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจด้านอื่นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการไข้ อย่างการตรวจตัวอย่างเลือดหรือปัสสาวะ

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน สังเกตอาการ ปรึกษาแพทย์
คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน สังเกตอาการ ปรึกษาแพทย์

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อ คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน

เมื่อคุณแม่เกิดอาการไข้ สามารถดูแลตนเอง เพื่อบรรเทาอาการไข้ให้ดีขึ้นได้เบื้องต้น ดังนี้

  • ดื่มน้ำให้มาก เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ไม่ควรนอนพักในอากาศร้อน หรือห่มผ้านวม สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี หรือแน่นจนเกินไป
  • หากมีอาการเจ็บคอสามารถกลั้วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการได้
  • การใช้ยาลดไข้ ควรเลือกยาพาราเซตามอล เนื่องจากเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อต้องใช้ในขณะตั้งครรภ์ แต่จำเป็นต้องรับประทานยาในปริมาณที่ฉลากยากำหนดอย่างเคร่งครัด และไม่ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ห้ามรับประทานยาแก้อักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโรเฟน หรือ แอสไพริน นอกจากจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของทารกได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอุดมไปด้วยกรดโฟเลต เพื่อช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่ และคุณลูก
ข้อมูลอ้างอิงจาก pobpad.com

คนท้อง กับ โควิด( Covid19)!!

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid19) นอกจากสร้างความยากลำบาก และความหวาดกลัวให้กับชีวิตผู้คนในสังคมอย่างมากแล้ว คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงเวลานี้ยิ่งนับว่ามีความกังวลเพิ่มมากขึ้นจากคนปกติไปอีกหลายเท่า เพราะนอกจากที่เราจะต้องดูแลตัวเองเพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้เขาเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง สมบูรณ์แล้ว คุณแม่ยังต้องป้องกัน และดูแลตนเองให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด 19 นี้อีกด้วย เพราะหาก คนท้องติดโควิด นอกจากจะมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอีกด้วย

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน เป็นไข้ธรรมดา หรือโควิด-19
คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน เป็นไข้ธรรมดา หรือโควิด-19

คุณแม่ตั้งครรภ์กับการป่วย COVID-19

รู้หรือไม่???   

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 2 ใน 3 มักไม่แสดงอาการ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีอาการรุนแรงมักมีภาวะอ้วน อายุมาก มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ เป็นต้น
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสส่งต่อเชื้อไปยังลูก 2 – 5% แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเรื่องการแท้งลูก
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสทารกคลอดก่อนกำหนด 15.1%
ข้อมูลอ้างอิง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ความเสี่ยงเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19

  • ครรภ์เป็นพิษ 
  • คลอดก่อนกำหนด
  • เลือดแข็งตัวผิดปกติ
  • ทารกที่เกิดจากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสคลอดก่อนกำหนด และน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์น้อยโอกาสที่ทารกจะได้รับเชื้อน้อยกว่าทารกในครรภ์ที่คุณแม่ใกล้คลอด

คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน เป็นไข้หวัดธรรมดา หรือ โควิด -19 กันแน่??

อาการ

Covid-19

ไข้หวัดทั่วไป

มีไข้ น้ำมูกไหล มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา มีไข้สูงผ่านไป 3-4 วัน

อาการจะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไอ จาม มีเสมหะ ไอแห้ง ไอมีเสมหะ เจ็บคอนานเกิน 4 วัน เสมหะอาจมีเลือดติดมา อาจมีไอ จาม เล็กน้อย ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะดีขึ้น
ถ่ายเหลวท้องเสีย บางคนอาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ไม่มีอาการท้องเสีย
หายใจลำบาก หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรงจะมีปอดอักเสบ หรือปอดบวม มีอาการคัดจมูก น้ำมูกอุดตัน ทำให้หายใจลำบาก ไม่สะดวก
ปวดตามตัว ปวดตัวเมื่อยตัว ทานอะไรไม่ลง อ่อนเพลีย ปวดตามตัว
ข้อสังเกต : อาการของโควิด-19 จะสังเกตได้จากการไอ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว

: อาการของไข้หวัดทั่วไป สังเกตได้จากการมีไข้ขึ้น อ่อนเพลีย มีไอ หรือจามบ้างเพียงเล็กน้อย

ข้อมูลอ้างอิงจาก vibharamamata.com
คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน อาเจียน ใช่อาการโควิด-19 หรือไม่
คนท้องเป็นไข้ตัวร้อน อาเจียน ใช่อาการโควิด-19 หรือไม่

คลายกังวล…กับการรักษาคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ป่วย Covid-19

แม้ว่าข้อมูลปัจจุบันบ่งชี้ว่าแม่ท้องที่ติดเชื้อ COVID-19 จะมีอาการไม่ต่างจากคนปกติ แต่การรักษาก็จะมีความซับซ้อนกว่า เช่น ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

วิธีการรักษาคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19

  • การให้สารน้ำ แก้ไขภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่ ให้ออกซิเจน
  • การให้ยาต้านไวรัสในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง
  • การให้ยาปฏิชีวนะหากติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การใช้เครื่องช่วยหายใจกรณีที่อาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์

ข้อจำกัดในการรักษาคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วย COVID-19 คือ การใช้ยาบางชนิดที่อาจมีผลข้างเคียง และคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่สามารถนอนคว่ำเพื่อรับออกซิเจนให้เพียงพอเมื่อดั่งคนปกติทั่วไป จึงอาจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเพื่อเพิ่มระดับการให้ออกซิเจนแทน

ฝากครรภ์ช่วงสถานการณ์ COVID-19

คุณแม่ท้องที่ต้องการฝากครรภ์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ ยังคงแนะนำให้ไปฝากครรภ์ตามปกติ เพราะการฝากครรภ์ทำให้คุณหมอสามารถตรวจสอบอาการต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ในแต่ละช่วงระยะเวลาอายุครรภ์ได้ว่าเป็นปกติหรือไม่ หากมีปัญหาหรือความเสี่ยงใด ๆ จะได้แก้ไขปัญหานั้นได้ทันถ่วงที แต่ในรายที่คุณแม่มีอายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไทรอยด์ หัวใจ หอบหืด ปอดเรื้อรัง ไต เป็นต้น อาจจะต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพิ่มความป้องกัน ระมัดระวังเป็นสองเท่า โดยทาง ทีมแม่ ABK ได้นำวิธีการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจาก โควิด-19 มาฝากกัน ดังนี้

  • ฝากครรภ์ตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง โดยนัดเวลาล่วงหน้าเพื่อให้ใช้เวลาที่โรงพยาบาลน้อยที่สุด 
  • เลี่ยงการเดินทางโดยรถสาธารณะ
  • ผู้ติดตามที่ไปด้วยต้องไม่เกิน 1 คน
  • สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกนอกบ้าน 
  • ล้างมือให้บ่อย พกเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ติดตัวตลอดเวลา
  • เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตรในทุกกิจกรรม
  • กลับถึงบ้านล้างมือ ถอดหน้ากากทิ้งทันที เปลี่ยนเสื้อผ้า
  • สังเกตความผิดปกติของการตั้งครรภ์ เช่น บวม ลูกดิ้นน้อยลง มีเลือดออกทางช่องคลอด เจ็บครรภ์ น้ำเดิน หากมีอาการรีบพบแพทย์ทันที 
  • ในช่วง 3 – 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หากไม่มีการตรวจพิเศษอื่น ๆ อาจเลื่อนนัดได้ตามสถานการณ์

    ดูแลตัวเอง รักษาป้องกัน ห่างไกลโควิด-19
    ดูแลตัวเอง รักษาป้องกัน ห่างไกลโควิด-19

คุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถฉีดวัคซีน covid-19 ได้หรือไม่?

คุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ทุกชนิดในขณะนี้ (เมื่อมีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์เป็นต้นไป)

โดยควรหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 พร้อมกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ ยกเว้นมีความจำเป็นตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยควรเว้นระยะห่างอย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลการฝากครรภ์ก่อนตัดสินใจเข้ารับวัคซีน

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.sikarin.com / www.bangkokhospital.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

คนท้องติดโควิดกินยาอะไรได้บ้าง ยาที่กินได้ vs ยาต้องห้าม

แนวทางปฏิบัติตัวช่วงโควิด สำหรับ คนท้อง แม่หลังคลอด ทารกแรกเกิด

คนท้องติดโควิด รักษาอย่างไร? กระทบลูกในท้องหรือไม่?

วิธีเช็กความ เสี่ยงติดโควิด-19 อาการแบบไหนต้องรีบไปตรวจหาเชื้อ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องน้ำตาลต่ำ

คุมอาหารมากไป! คนท้องน้ำตาลต่ำ ระหว่างตั้งครรภ์ อันตรายไหม?

คนท้องน้ำตาลต่ำ – การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างภายในร่างกาย รวมถึงการควบคุมและการเผาผลาญกลูโคสตลอดจนความสามารถในการใช้อินซูลินของร่างกายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคนท้องให้เป็นปกติ  วันนี้เราจะมาพูดถึงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำระหว่างตั้งครรภ์ สาเหตุ ผลกระทบ ตลอดจนวิธีการรับมือค่ะ

คุมอาหารมากไป! คนท้องน้ำตาลต่ำ ระหว่างตั้งครรภ์ อันตรายไหม

แบบไหนที่เรียกว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ?

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นภาวะทางการแพทย์ เมื่อน้ำตาลในเลือดลดลงน้อยกว่า 70 มก./ดล.  ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในเลือดและสภาพของผู้ป่วย

ตามมาตรฐานการดูแลทางการแพทย์ผู้ป่วยเบาหวาน โดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา (ADA) กำหนดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำไว้ 3 ระดับ ได้แก่

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล. แต่เท่ากับ 54 มก./ดล. หรือสูงกว่า
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำปานกลาง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 54 มก./ดล.
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 40 มก./ดล.

ทั้งนี้ โรคเบาหวาน คือหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในหญิงตั้งครรภ์ได้  โรคเบาหวานจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ฉีดอินซูลิน มีการศึกษาจากต่างประเทศ ที่ชี้ให้เห็นว่าระหว่าง 19 ถึง 44% ของผู้หญิงที่เป็นเบาหวานมักมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในระหว่างตั้งครรภ์ และสตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำในคนท้อง ได้แก่

สาเหตุทั่วไปที่ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำ

  • การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรือ คุมอาหารหรือปริมาณน้ำตาลมากเกินไปเนื่องจากกลัวว่าจะเป็นเบาหวาน รวมทั้งการอดอาหาร สามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทารกในครรภ์จะใช้กลูโคสของมารดาอย่างต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงปริมาณอาหารที่บริโภค ดังนั้นสตรีมีครรภ์ควรรับประทานอาหารที่สมดุลและดีต่อสุขภาพด้วยคาร์โบไฮเดรตและอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสีอย่างเพียงพอเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ
  • การออกกำลังกายที่มากเกินไป  การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปสามารถทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงเนื่องจากร่างกายเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับร่างกาย
คนท้องน้ำตาลต่ำ
คนท้องน้ำตาลต่ำ

สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานอาจจำเป็นต้องปรับปริมาณอินซูลินของตนเอง เนื่องจากอินซูลินที่มากเกินไปจะลดน้ำตาลในเลือดได้มากเกินไป ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

หมอแจงแล้ว! ชาไข่มุก ไม่ทำให้ลำไส้อุดตัน แต่ทำให้เป็นเบาหวาน!

คนท้องต้องรู้! กินน้ำตาล ตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทำอย่างไร?

มันฝรั่งทอด กินมากไปเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำ

  • เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูงและต่ำอาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับอินซูลินและยารักษาโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ต้องติดตามและปรับขนาดอินซูลินระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับอินซูลินอาจผันผวนได้
  • กำลังตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงไตรมาสแรกเมื่อคนท้องมีอาการคลื่นไส้อาเจียน (แพ้ท้อง) บ่อยครั้ง การศึกษาพบว่าสตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาสแรกมากกว่าก่อนตั้งครรภ์ถึง 3 เท่า ช่วงเวลาที่มีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงที่สุดคือระหว่าง 8 ถึง 16 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เวลาที่มีโอกาสน้อยที่สุดคือในไตรมาสที่สอง
  • เคยมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก่อนการตั้งครรภ์
  • ความอยากอาหารลดลง  โดยเฉพาะเมื่อมีอาการป่วยหลายอย่าง อาจทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร และหากไม่ได้รับอาหารเพียงพอหรือสม่ำเสมออาจพัฒนาไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • เป็นโรคขาดสารอาหาร สิ่งสำคัญคือต้องได้รับแคลอรีเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ ควรเน้นการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ยารักษาโรคเบาหวานสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อรับประทานอาหารไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตราย นอกจากนี้ ยาบางชนิดอาจลดน้ำตาลในเลือดได้ อาทิ ซาลิไซเลตหรือยาแก้ปวดรวมทั้งแอสไพริน ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำในระหว่างตั้งครรภ์ ยาปฏิชีวนะที่เรียกว่ายาซัลฟา และยาเพนทามิดีน ตลอดจนยารักษาโรคปอดบวม เป็นต้น

อันตรายเมื่อคนท้องน้ำตาลต่ำ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเพียงครั้งเดียวระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อมารดาหรือทารกในครรภ์ แต่หากคนท้องมีอาการน้ำตาลต่ำอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงได้ เพราะ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการชัก โคม่า และเสียชีวิตได้ในผู้ป่วยเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ และ ทารกแรกเกิดอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกันเมื่อเกิดมาพร้อมกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือพัฒนาทันทีหลังคลอด

ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน อาจมีอาการที่เรียกว่าภาวะแมคโครโซเมีย (macrosomia) ซึ่งทำให้ลูกมีขนาดตัวใหญ่ผิดปกติ ทารกแรกเกิดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจและติดตามอาการผิดปกติ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดอาจลดลงจนเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาในการหายใจ

สัญญาณเตือน และอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

อาการน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและร่างกาย อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดคงที่อีกครั้ง

  • สัญญาณลดน้ำตาลในเลือดในช่วงต้น
  • คลื่นไส้และอาเจียน วิงเวียนศีรษะ
  • รู้สึกหิวผิดปกติ
  • มึนหัว
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
  • มือสั่น
  • เหงื่อออกมาก
  • วิตกกังวล
  • หน้าซีด
  • รู้สึกเหนื่อย
  • รู้สึกชาที่ริมฝีปาก

การป้องกันและการรักษา

หากคุณเริ่มรู้สึกถึงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้ทำดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอย่างสม่ำเสมอและตระหนักถึงอาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเพื่อให้คุณสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว
  • หากเกิดอาการ ให้หาที่ที่ปลอดภัยที่สามารถนั่งหรือนอนเอนตัวได้ หากคุณกำลังขับรถ ให้หาที่จอดรถ
  • พกขนมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ]ลูกอมเม็ดกลูโคส นมเม็ด น้ำผลไม้แบบกล่อง หรือขนมหวาน หากคุณมีชุดฉีดกลูคากอน ให้เก็บไว้กับตัวเสมอ การกินหรือดื่มคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 15 กรัม จะช่วยปรับระดับน้ำตาลในร่างกายให้เป็นปกติได้
  • ไม่ควรงดมื้ออาหารระหว่างวัน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่เกิดขึ้น

หากคุณป่วยเป็นเบาหวาน แพทย์อาจทำการปรับยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ คุณอาจได้รับใบสั่งยาสำหรับสิ่งที่เรียกว่าชุดกลูคากอน ชุดนี้ประกอบด้วยฮอร์โมนกลูคากอนสังเคราะห์ และเข็มฉีดยาที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เมื่อฉีดเข้าไป กลูคากอนจะกระตุ้นตับให้หลั่งกลูโคสสะสม ในทางกลับกันทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น วิธีนี้ใช้เป็นเครื่องช่วยชีวิตสำหรับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรง

กุญแจสำคัญคือการลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก่อนเป็นอันดับแรก

  • กินอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยและพอดี เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในปริมาณคงที่
  • ในขณะที่นอนหลับ ซึ่งร่างกายไม่ได้รับสารอาหารใดๆ อาจทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำกำเริบได้ ดังนั้นอย่าลืมเก็บขนมไว้ข้างเตียงนอนเพื่อที่คุณจะได้กินได้ถ้าตื่นกลางดึก
  • ออกกำลังกายให้เหมาะสม เว้นแต่แพทย์จะสั่งห้าม อย่างไรก็ตามไม่ควรออกกำลังเกินระดับปกติของตัวเอง ผลของการออกกำลังกายที่มากเกินไปต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอาจคงอยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมง

คนท้องน้ำตาลต่ำ

ในระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมักเกี่ยวข้องกับการควบคุมเบาหวาน ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะ ตลอดจนการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไปเหมาะกับสภาพร่างกายของคนท้องแต่ละคน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ มีแรงรับมือกับอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอนค่ะ

เมื่อถึงวันคุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยออกมาจนลูกเติบโตพอที่สามารถเรียนรู้เรื่องของโภชนาการที่มีประโยชน์ ตลอดจนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว อย่าลืมปลูกฝังให้ลูกๆ ได้เข้าใจถึงความสำคัญของการทานอาหารและการมีสุขภาพที่ดีด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างให้เด็กๆ เกิดทักษะความฉลาดที่รอบด้านด้วย Power BQ ในด้าน ความฉลาดต่อการมีสุขภาพที่ดี (HQ) สามารถเรียนรู้และเข้าใจวิธีดูแลและป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : healthline.com , medicalnewstoday.com , nhs.uk

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แม่แชร์! เป็นเบาหวานตอนท้อง และวิธีคุมน้ำตาลแบบง่ายและได้ผลดี

ไขข้อข้องใจ คนท้องลื่นล้ม หกล้ม ลูกจะเป็นอะไรไหม แท้งได้หรือเปล่า?

วิจัยล่าสุดเผย! คนท้องอ่อนตากแดด ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกไม่ยอมให้กอด

แม่ใจหาย! ลูกไม่ยอมให้กอด ทำตัวเหินห่างไม่เหมือนตอนเด็ก เป็นเพราะอะไร?

ลูกไม่ยอมให้กอด – ช่วงเวลาที่มีความสุขของคนเป็นพ่อแม่คงไม่พ้นการได้อยู่ใกล้ชิดกับลูก ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าตัวน้อยลืมตาดูโลกเป็นห้วงเวลาที่แสนพิเศษที่บางครั้งก็บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ การได้ยินลูกส่งเสียงร้องอุแว้ ๆ ครั้งแรก ได้เห็นแววตาอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ได้ยินลูกพูดส่งเสียงที่มีความหมายครั้งแรก พ่อแม่เฝ้าดูแลประคบประหงมไม่ห่างจนลูกค่อยๆ เติบใหญ่ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ตลอดช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านพ้นทั้งหมดการได้แสดงความรักกับลูก ทั้งการได้อุ้มลูก หอม กอด จูบ ล้วนสร้างความสุขและสายสัมพันธ์อันดีด้วยสัมผัสแห่งรักระหว่างพ่อแม่ลูกได้ในแบบที่ไม่มีความรู้สึกไหนจะเทียบได้

แต่แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักมีจำกัด เมื่อเวลาผ่านไป ความใกล้ชิดที่ลูกเคยมีให้อาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลง จากที่เคยยินยอมให้พ่อแม่แสดงความรักหอม กอด จูบ อย่างเต็มใจ แต่เมื่อถึงวัยหนึ่งของชีวิตลูกกลับมีท่าทีต่อต้านไม่ต้องการให้พ่อแม่แสดงความรักเหมือนครั้งที่พวกเขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ จนบางครั้งหัวอกพ่อแม่อดรู้สึกใจหายสะเทือนใจไม่ได้เมื่อนึกย้อนถึงวันเก่าๆ

แม่ใจหาย! ลูกไม่ยอมให้กอด ทำตัวเหินห่างไม่เหมือนตอนเด็ก เป็นเพราะอะไร?

เด็กวัยรุ่นกับการแสดงความรักของพ่อแม่

การเปลี่ยนพฤติกรรมและการแสดงออกแบบเด็กๆ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่การเป็นวัยรุ่น ส่วนใหญ่เริ่มที่ อายุประมาณ 9-13 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เด็กๆ จะเริ่มโตเป็นหนุ่มสาว เริ่มมีการปฏิเสธ หรือต่อต้านวิธีการแบบเด็กๆ ที่พ่อแม่คุ้นเคย  เช่น หอม กอด จูบ ตลอดจนความสนใจ และความชอบต่างๆ ที่เปลี่ยนไป เด็กวัยแรกรุ่นจะเริ่มวางตัวเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เมื่อวางตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาอาจเลือกที่จะละทิ้งการแสดงความรู้สึกและการยอมรับการแสดงความรักทางกายกับพ่อแม่ไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการถูกนิยาม และปฏิบัติเหมือนตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ อีกต่อไป

สิ่งที่พ่อแม่อาจเผชิญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คือ ลูกชายหรือลูกสาวอาจแสดงความขัดแย้ง และไม่ตอบสนองทางร่างกาย ปฏิเสธการแสดงความรักแบบเก่าๆ พวกเขาอาจรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม หรือแม่แต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายโดยเฉพาะเมือ่พ่อแม่แสดงความรักต่อเขาต่อหน้าเพื่อนๆ ของพวกเขา หรือในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของการแสดงออกของลูกเมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่นอาจมีความซับซ้อนกว่านั้นแบบที่พ่อแม่อาจนึกไม่ถึง ซึ่งต่อไปนี้อาจเป็นเหตุผลบางประการที่อาจกระตุ้นให้ลูกปฏิเสธพ่อแม่ หรือต่อต้านการแสดงความรักจากพ่อและแม่ได้

1. พ่อแม่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนยังเป็นเด็ก

วัยรุ่นต้องการรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  ยิ่งเราทำให้ลูกรู้สึกว่าได้รับความเคารพและได้รับเกียรติในฐานะผู้ใหญ่ที่แตกต่างจากตอนพวกเขายังเด็กมากเท่าไร พวกเขาก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะยังทำตัวเหมือนเด็กบ้างในบางครั้งก็ตาม แต่มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะสนับสนุนความเป็นผู้ใหญ่ในตัวพวกเขาด้วยความเข้าใจในพัฒนาการตามช่วงวัยของเด็ก

ดังนั้นเมื่อลูกๆ ของเราเริ่มเป็นวัยรุ่น เราจำเป็นต้องปรับวิธีที่เราปฏิบัติต่อพวกเขา ด้วยการเปลี่ยนวิธีที่เราเคยสื่อสารกับลูกๆ จำไว้ว่าถึงเวลายกระดับมาตรฐาน และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างภาคภูมิ การปฏิบัติต่อลูกแบบผู้ใหญ่จะทำให้ลูกตอบสนองกับพ่อแม่ในเชิงบวกได้ดี

ลูกไม่ยอมให้กอด
ลูกไม่ยอมให้กอด

2. ให้อิสระกับลูกมากเกินไป

บางครั้งคุณอาจคิดว่าการเป็นพ่อแม่ที่ให้ลูกวัยรุ่นมีอิสระอย่างเต็มที่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก แต่มันอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป การให้อิสระแก่วัยรุ่นมากเกินไปหรือเร็วเกินไป อาจนำพาพวกเขาเข้าสู่ความยากลำบากของสังคมภายนอกที่พวกเขาอาจจะยังไม่พร้อม เช่น การเผชิญกับแรงกดดันจากคนรอบข้างที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร ซึ่งผลลัพธ์คือลูกจะพยายามปรับตัวเข้ากับที่อื่นและไม่ต้องการแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตกับพ่อแม่

3. วิพากษ์วิจารณ์ลูกมากเกินไป

หากลูกๆ ของคุณรู้สึกว่าทุกครั้งที่พวกเขาอยู่บ้าน พวกเขามักถูกพ่อแม่จู้จี้ขี้บ่น พวกเขาจะหาวิธีที่จะไม่อยู่ติดบ้าน แน่นอนว่าเมื่อลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นก็มีสิ่งที่เราต้องสั่งสอน และวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ลูกเรามีพฤติกรรมและจิตสำนึกที่ดีในการใช้ชีวิตในสังคม แต่เราต้องเลือกที่จะสอนพวกเขาอย่างชาญฉลาด การสร้างสมดุลในการแก้ไขปัญหาและการวิจารณ์ของเราด้วยการให้กำลังใจที่ดีต่อสุขภาพจิตของลูก ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน คำพูดที่ให้กำลังใจ และแสดงถึงความเข้าใจในตัวลูกอย่างเฉพาะเจาะจงสเพียงไม่กี่คำสามารถพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ระหว่างพ่อแม่ลูกให้ดีขึ้นได้

4. สภาพแวดล้อมในบ้านไม่พึงประสงค์

ไม่ว่าคุณจะเครียดตลอดเวลา ทะเลาะกับคู่สมรส หรือแค่เดินไปรอบๆ บ้านท่ามกลางอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดหัวเสียให้ลูกเห็นบ่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมส่งผลกระทบทางลบต่อลูกของคุณอย่างแน่นอน เมื่อพวกเขายังเด็กพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยมีความสุขมากนัก แต่เมื่อพวกเขาโตเป็นวัยรุ่นพวกเขาสามารถคำนึงถึงทางเลือกต่างๆ ที่จะหลีกหนีสภาพแวดล้อมที่พวกเขาต้องพบเจอ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องการอยู่ในที่ที่ไม่มีความสุข

ดังนั้นคุณอาจต้องการย้อนกลับมามองและพิจารณาสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศภายในบ้านของคุณ บางทีคุณอาจมีบางอย่างที่ต้องจัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง มองหาวิธีที่จะทำให้บรรยากาศภายในบ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น แล้วคุณจะแปลกใจที่พบว่าลูกวัยรุ่นของคุณเปิดรับและยอมรับคุณมากขึ้น หรืออยู่ติดบ้านมากขึ้น

5. ไม่รับฟังลูก ไม่แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกวัยรุ่นสนใจ

วัยรุ่นมีความคิด ความคิดเห็น คำถาม และข้อกังวลต่างๆ อยู่เสมอ แม้แต่วัยรุ่นที่ไม่ค่อยพูดจาก็ยังมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในหัว หากคุณยุ่งเกินกว่าจะรับฟังความคิดเห็นในแต่ละวันของลูกวัยรุ่น พวกเขาจะมองหาใครสักคนที่ให้ความสนใจเขาหรือใครสักคนพวกเขา เราจะได้รับความไว้วางใจจากวัยรุ่นสำหรับการสนทนาครั้งใหญ่ก็ต่อเมื่อเราพร้อมสำหรับการสนทนาทุกวัน

แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องยากถ้าเราเรางานยุ่ง หรือมีเรื่องมากมายที่ต้องให้คิดให้ทำในแต่ละวัน อย่างไรก็ตามควรให้ความสนใจและใส่ใจลูกเท่าที่คุณจะทำได้ พยายามหยุดและฟังเมื่อวัยรุ่นของคุณมีเรื่องจะพูด หยุดการกระทำทุกอย่างก่อน และสบตาวัยรุ่นของคุณเมื่อพวกเขาพูด แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาพูด สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างให้กับความสัมพันธ์ของคุณกับลูกวัยรุ่นได้

6. พ่อแม่ไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดของตัวเอง

หากพ่อแม่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับในความผิดของตัวเอง หากบ่อยเข้าลูกวัยรุ่นจะหมดความเคารพต่อเราได้ง่ายๆ เมื่อคุณรู้ตัวว่าทำบางอย่างผิดต่อลูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือเข้าหาลูกด้วยความนอบน้อม ขอให้ลูกอภัย และขอเริ่มต้นใหม่ แม้ว่าพวกเขาอาจจะให้อภัยได้ไม่เร็วเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ลองให้เวลาพวกเขาบ้าง วิธีนี้จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกของคุณ แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตขึ้นและเป็นตัวของตัวเองแค่ไหนก็ตาม

วิธีจัดการพฤติกรรมลูกวัยรุ่น

หากคุณพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากจากพฤติกรรมของลูกที่เข้าเริ่มปรับเปลี่ยนสู่การเป็นวัยรุ่น ให้เตือนตัวเองว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว มีพ่อแม่อีกมากมายที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับคุณ ต่อไปนี้คือคำแนะนำบางประการในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้ คำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อความสัมพันธุ์กับลูกวัยรุ่นของคุณได้ดียิ่งขึ้น

ทานอาหารร่วมโต๊ะ : การเตรียมอาหารอาจดูน่าเบื่อ  แต่การทานอาหารร่วมกันของครอบครัวจะช่วยสร้างสรรค์เวลาอันมีค่าร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก ดังนั้นควรกำหนดเวลามื้ออาหารของครอบครัวให้เหมือนกับที่คุณทำกับกิจกรรมอื่นๆ นั่งลงด้วยกัน ทานอาหารพร้อมหน้า ปิดทีวีและสิ่งรบกวนต่างๆ หากไม่สามารถทำทุกวัน ให้จัดตารางอาหารค่ำประจำสัปดาห์ของครอบครัวที่เหมาะกับตารางเวลาของเด็กๆ ทำให้เป็นเรื่องสนุก และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหารหรือทำความสะอาด การแบ่งปันหน้าที่และมีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน จะช่วยสร้างความใกล้ชิดได้เป็นอย่างดี

ทำช่วงเวลาก่อนนอนให้มีคุณค่า : ลูกของคุณไม่จำเป็นต้องนอนกับคุณอีกต่อไป แต่การรักษากิจวัตรเวลานอนที่สม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กๆ ได้นอนหลับที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง ดังนั้นควรใช้เวลาร่วมกันก่อนที่จะดับไฟในห้องนอน หรือแยกย้ายกันเข้านอน เช่น อ่านหนังสือด้วยกัน พูดถึงเรื่องที่ทำในวันนี้ และจะทำในวันพรุ่งนี้ และแม้ว่าลูกของคุณจะโตเกินกิจวัตรประจำวันแล้ว แต่อย่างน้อยรับรองว่ายังมีที่ว่างให้การจูบหรือกอดก่อนนอนแน่นอน

แบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กับลูก: หาโอกาสให้คุณกับลูกได้ออกไปเที่ยวด้วยกัน พาสุนัขไปเดินเล่น วิ่งออกกำลังกายกับลูก ช่วยกันล้างรถ อบคุกกี้  ดูรายการทีวีเรื่องโปรด ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่จะได้สานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก และยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในใจ แม้แต่การนั่งรถก็เป็นโอกาสในการได้สื่อสารกัน เมื่อคุณกำลังขับรถวัยรุ่นของคุณมีแนวโน้มที่จะพูดถึงปัญหาที่น่าหนักใจที่กำลังพบเจออยู่ เนื่องจากคุณจดจ่ออยู่กับท้องถนน เขาหรือเธอจึงไม่ต้องสบตา ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกไม่สบายใจในการพูดเปิดใจกับพ่อแมได้

ลูกไม่ยอมให้กอด

 

สร้างเวลาพิเศษร่วมกัน: สร้างประเพณีจากการเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวนอกเหนือจากวันเกิดและวันหยุด การทำเครื่องหมายโอกาสเล็ก ๆ เช่นบัตรรายงานที่ดีหรือเกมฟุตบอลที่ชนะช่วยเสริมสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว

แสดงความรักอย่างเหมาะสม : อย่าดูถูกคุณค่าของการพูดและแสดงความรักต่อลูก การทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็ก รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ เพราะคุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิธีที่ดีต่อสุขภาพในการแสดงความรัก อย่างไรก็ตาม เด็กที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอาจเริ่มรู้สึกประหม่าเกี่ยวกับการแสดงความรักจากพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่สาธารณะ พวกเขาอาจปฏิเสธการกอดและจูบของคุณ

ทางแก้คือ เก็บความรักแบบตอนลูกเด็กๆ นี้ไว้สำหรับเวลาที่เพื่อนๆ พวกเขาไม่อยู่ หรือไม่ใช้วิธีนี้ในที่สาธารณะ ลองหาวิธีอื่นเพื่อแสดงว่าคุณห่วงใยหรือสามารถสื่อถึงความรู้สึกอบอุ่นในขณะที่ยังเคารพขอบเขต

มีส่วนร่วมกับลูกเสมอ :  การมีส่วนร่วมทำให้คุณกับลูกมีเวลาร่วมกัน และได้แบ่งปันประสบการณ์มากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าหน่วยลูกเสือ แม่ของโฮมรูม หรือผู้ฝึกสอนฟุตบอลจึงจะมีส่วนร่วมได้ และลูกของคุณอาจต้องการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่คุณไม่ได้รับผิดชอบ ไม่เป็นไร. ไปที่เกมและแนวปฏิบัติเมื่อทำได้ เมื่อทำไม่ได้ ให้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นและตั้งใจฟัง ช่วยเด็ก ๆ พูดคุยเกี่ยวกับความผิดหวังและเห็นอกเห็นใจเกี่ยวกับฟลายบอลที่พลาดไปซึ่งชนะเกมให้อีกทีมหนึ่ง ทัศนคติของคุณเกี่ยวกับความพ่ายแพ้จะสอนให้เด็กก่อนวัยเรียนของคุณยอมรับและรู้สึกโอเคกับมัน และเรียกความกล้าที่จะลองอีกครั้ง

ให้ความสนใจลูกอยู่เสมอ: ให้ความสนใจ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แสดงถึงความอยากรู้เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก แของลูก หากคุณรับฟังสิ่งที่เขาพูด คุณจะสามารถแนะนำมุมมองต่างๆ ตลอดจนสนับสนุน และตอบสนองลูกได้เหมาะสม จำไว้ว่าการรับฟังโดยไม่ตัดสินจะทำให้ลูกวัยรุ่นของคุณมีแนวโน้มที่จะเข้าหาคุณมากขึ้นทุกเมื่อที่มีปัญหายากๆ ในชีวิตเกิดขึ้น

จัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์:  เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขามักมีอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น ทั้ง แท็บเล็ต  แล็ปท็อป หรือโทรศัพท์มือถือ เป็นของตัวเอง แม้ว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางอย่างจะเป็นประโยชน์สำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น ในการติดต่อกับเพื่อนๆ ของพวกเขา การใช้งานที่มากเกินไปหรือไม่ถูกจำกัดอาจนำไปสู่การลดคุณภาพและความถี่ในเวลาของครอบครัว ดังนั้นกำหนดขอบเขตที่สอดคล้องกับค่านิยมของคุณ ในขณะที่ให้อิสระภายในขอบเขตเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น อย่าสอดแนมในโซเชียลมีเดีย และการสนทนาด้วยข้อความ เว้นแต่จำเป็นสำหรับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของบุตรหลานของคุณ แอพ โปรแกรม และโมเด็ม (เช่น Circle with Disney) สามารถช่วยให้คุณบังคับใช้ขอบเขตได้ สุดท้าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้สร้างแบบจำลองการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ดีต่อสุขภาพ

เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของคุณ: ความเป็นอิสระที่เพิ่งค้นพบในช่วงก่อนวัยรุ่นของคุณอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการสื่อสาร ในขณะที่เด็กเล็กๆ อาจชื่นชมที่คุณแก้ปัญหาให้พวกเขา แต่สำหรับเด็กก่อนวัยรุ่นหลายๆ คน การพูดคุยเรื่องความท้าทายในชีวิต พวกเขาอาจไม่อยากให้พ่อแม่ช่วยแก้ปัญหาให้อีกต่อไป บางครั้งพวกเขาต้องการแค่การรับฟังและการสนับสนุน คุณอาจรู้สึกอยากช่วยแก้ปัญหาทุกปัญหาให้ลูก  แต่สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเล็กน้อย จำไว้ว่าพวกเขาอาจต้องการแค่ที่ระบาย และการสนับสนุน  เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง เมื่อคุณได้ยินเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่ต้องการวิธีแก้  ลองพูดกับลูกๆ ว่า “แม่เข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี แม่อยู่ที่นี่นะถ้าลูกต้องการอะไร หรือต้องการพูดคุย เกี่ยวกับเรื่องนี้” ถ้าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะถามคุณ แต่การพร้อมสนับสนุน การรับฟัง และความเห็นอกเห็นใจของคุณจะช่วยให้พวกเขารู้สึกมีพลังในการค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : psychologytoday.com , monicaswanson.com , kidshealth.org

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

23 คำพูดให้กำลังใจ ที่เพิ่มศักยภาพลูก..สู่ความสำเร็จ

ทำความเข้าใจ โรคกลัวสังคมในเด็ก (Social Anxiety) รู้เร็ว รักษาได้!

11 เรื่องที่ ลูกต้องการจากพ่อแม่ ขอแค่นี้ ให้หนูได้ไหม?

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาหารคนท้อง

7 ข้อแนะนำ อาหารคนท้อง กินอย่างไรถูกหลักไม่ขาด-เกิน

อาหารคนท้อง แตกต่างจากอาหารธรรมดาทั่วไปอย่างไร วันนี้มาดู 7 ข้อแนะนำสำหรับการกินของว่าที่คุณแม่กันว่ากินอย่างไรให้ถูกหลักพร้อมตัวอย่างรายการอาหารที่แนะนำ

7 ข้อแนะนำ อาหารคนท้อง กินอย่างไรให้ถูกหลัก ไม่ขาด ไม่เกิน!!

หัวข้อหลัก ๆ ที่ต้องเตรียมตัวเมื่อคุณแม่รับรู้ว่าตั้งครรภ์ หนึ่งในหัวข้อนั้น ๆ ก็คือเรื่อง อาหารการกิน โภชนาการของหญิงตั้งครรภ์ หรือ อาหารคนท้อง นั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องที่คุณแม่ท้องทั้งหลายให้ความสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่ส่งผลต่อลูกในท้อง เป็นอาหารที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงให้เขาเติบโตอย่างสมบูรณ์ภายในครรภ์มารดา

อาหารคนท้อง กับอาหารปกติ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
อาหารคนท้อง กับอาหารปกติ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ความสำคัญของ อาหารคนท้อง

แม่ท้อง ย่อมมีความต้องการพลังงาน และสารอาหารมากกว่าคนปกติ เพื่อที่จะนำไปสร้างเนื้อเยื่อของร่างกาย และการเจริญเติบโตของทารก นอกจากนั้นยังต้องการสารอาหารไปบำรุงร่างกายของคุณแม่เพื่อใช้สำหรับการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับลูกน้อยในท้องอย่างมาก

พาส่อง!! สารอาหารที่คนท้องต้องการ

  • พลังงาน เมื่อท้องคุณแม่จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 300 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • โปรตีน มีมากในเนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง และผลิตภัณฑ์นม และไข่ ถ้าได้รับไม่เพียงพอจะทำให้การเจริญเติบโตของลูกในท้องไม่ปกติ และส่งผลต่อการพัฒนาของสมองให้ไม่สมบูรณ์
  • แร่ธาตุเหล็ก มีมากในเลือด ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ ซึ่งมีส่วนสำคัญกับร่างกายของคุณแม่ในการสร้างพัฒนาสมองของทารก
  • ไอโอดีน มีมากในอาหารทะเล เกลือเสริมไอโอดีน หากทารกขาดสารอาหารนี้ตั้งแต่ในครรภ์อาจทำให้เกิดมาเป็นโรคเอ๋อ ปัญญาอ่อน หูหนวก เป็นใบ้ การทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน
  • วิตามินโฟเลท มีมากในตับ และผักใบเขียว เช่น กุยช่าย หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น โฟเลทสำคัญต่อแม่ท้องอย่างมากโดยเฉพาะระยะครรภ์ช่วงเดือนแรก เพราะโฟเลทมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเซลล์สมองของทารก
  • แคลเซียม มีมากในนม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา ชีส เนย โยเกิร์ต เป็นต้น แคลเซียมมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมกระดูก และฟัน โดยเฉพาะทารกในครรภ์  โดยปกติ ผู้หญิงตั้งครรภ์มักจะต้องการแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • ไขมัน แม่ท้องจำเป็นต้องได้รับไขมัน แต่ควรเลือกไขมันดี ที่เป็นแหล่งกรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และ DHA ที่มีมากใน ปลาทู ปลาแซลมอน ไข่ไก่ และถั่ววอลนัท เป็นต้น เพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยพัฒนาระบบประสาท และสมองของทารก ส่วน DHA เป็นกรดไขมันที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองโดยเฉพาะด้านความจำ และการเรียนรู้
  • น้ำสะอาด โดยควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยสร้างน้ำในเซลล์เด็ก เพิ่มปริมาณน้ำในเลือดให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยขับของเสีย

    อาหารคนท้อง ควรรับประทานอย่างไร
    อาหารคนท้อง ควรรับประทานอย่างไร

ตารางแสดงอาหาร และปริมาณอาหารของหญิงทั่วไป และหญิงตั้งครรภ์

หมวดอาหาร

ปริมาณ

หญิงทั่วไป

หญิงมีครรภ์

เนื้อสัตว์ต่าง ๆ 6-12 ช้อนคาว 12 ช้อนคาว
นมสด 1-2 แก้ว

(1 แก้ว=240 มล.)

1-2 แก้วหรือมากกว่า
ข้าว แป้ง 8-12 ทัพพี 9 ทัพพี
ผักใบเขียว และผักอื่น ๆ 4-6 ทัพพี 6 ทัพพี
ผลไม้ต่าง ๆ 3-5 ส่วน 6 ส่วน
น้ำมันพืช 3 ช้อนชา 5 ช้อนชา
พลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี 2,300 กิโลแคลอรี

 

ตัวอย่างรายการ อาหารคนท้อง ใน 1 วัน

อาหาร

ปริมาณ

อาหารเช้า

·         ข้าวต้มไก่

·         นมสด 1 แก้ว

·         เงาะ 6 ผลกลาง

470 กิโลแคลอรี
อาหารว่างเช้า

·         น้ำฝรั่ง 180 มิลลิลิตร

·         แตงโม 10 ชิ้น

120 กิโลแคลอรี
อาหารกลางวัน

·         ข้าวสวย  3 ทัพพี

·          แกงจืดผักกาดขาว

·         ผัดฟักทอง

·         ปลาไส้ตันทอด

·         ส้มเขียวหวาน 1 ผลขนาดกลาง

617.5 กิโลแคลอรี
อาหารว่างบ่าย

·         นมสด 1 ถ้วยตวง

·         แซนวิชไก่ 1 ถ้วยตวง

385 กิโลแคลอรี่
อาหารกลางวัน

·         ข้าวสวย 3 ทัพพี

·         ต้มยำกุ้ง

·         ผัดผักกวางตุ้ง

·         ปลากะพงนึ่งบ๊วย

·         ฝรั่ง ครึ่งผลขนาดกลาง

557.5 กิโลแคลอรี่
ก่อนนอน

นมสด 1 แก้ว

150 กิโลแคลอรี
รวมพลังงานทั้งวัน 2,300 กิโลแคลอรี
แม่ท้อง กับโภชนาการคนตั้งครรภ์
แม่ท้อง กับโภชนาการคนตั้งครรภ์

7 ข้อแนะนำ อาหารคนท้อง ไว้ใช้เลือกรับประทาน

1. เนื้อสัตว์ต่าง ๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีน ในช่วงที่คุณแม่กำลังเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ร่างกายของคุณแม่ และเจ้าตัวเล็กนั้นต้องการได้รับโปรตีนที่เพียงพอเข้าไปช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง โดยสารอาหารจำพวกโปรตีนจะเข้าไปช่วยต้านทานโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย อีกทั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

  • ข้อแนะนำ สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด แต่ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดหนังจะดีกว่า

2. ไข่เป็ดหรือไข่ไก่

สามารถรับประทานได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง เพราะไข่นอกจากให้สารอาหารโปรตีนแล้ว ยังมากด้วยธาตุเหล็ก โฟเลท และวิตามินเออีกด้วย

  • ข้อแนะนำ คุณแม่ควรรับประทานไข่ที่ปรุงสุกแล้ว เพราะร่างกายคนปกติย่อยไข่ไม่สุกได้ยาก และยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดอันตราย และไข่ขาวดิบยังขัดขวางการดูดซึมวิตามินไบโอติน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายรับประโยชน์จากสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ไม่เต็มที่

3. นมสด

นม เป็นแหล่งแคลเซียมที่คุณแม่สามารถรับประทานเพื่อให้แคลเซียมบำรุงร่างกาย ลดการเกิดตะคริว ปวดหลัง ซึ่งเป็นอาการที่คุณแม่ตั้งครรภ์พบบ่อย

  • ข้อแนะนำ แม้ว่านมจะเป็นแหล่งแคลเซียมสูงที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที แต่หากคุณแม่มีอาการแพ้นมวัว ก็สามารถเลี่ยงไปรับประทานอาหารชนิดอื่นที่ให้สารอาหารแคลเซียมได้เช่นกัน เช่น นมถั่วเหลือง นมแพะ หรือถั่วเมล็ดแห้งอื่น ๆ เป็นต้น

4. ธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

ธัญพืชเป็นอาหารที่มีความสำคัญสำหรับแม่ท้องตั้งแต่ไตรมาสแรก ถึงไตรมาสสุดท้าย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่รับประทานเนื้อสัตว์น้อย หรือเป็นมังสวิรัติ เพราะสามารถให้สารอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ นอกจากนั้นยังมีโคลีน โฟลิก โฟเลต วิตามินบี 1-6 และใยอาหาร ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแม่ท้อง และลูกน้อยในครรภ์

  • ข้อแนะนำ ในธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตมาก ซึ่งได้มีคำเตือนเกี่ยวกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตกับคนท้องว่า ไม่ควรได้รับมากเกินไป อาจส่งผลเสียในเรื่องน้ำหนักตัว เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษอีกด้วย จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

5. ข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง

ข้าว และแป้ง จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง คาร์โบไฮเดรตสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน และคนเราต้องการสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตประมาณ 50-60% ของพลังงานทั้งหมด แป้ง และข้าว เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทเชิงซ้อน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการย่อยนาน แต่ด้วยความที่มีกากใย ก็จะช่วยพาอาหารชนิดอื่น เคลื่อนที่ผ่านช่องทางเดินอาหารในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้มีเวลาดูดซึมสารอาหารที่จะทำให้คุณแม่อ้วนน้อยลง และยังช่วยในการขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

  • ข้อแนะนำ แป้งข้าวเจ้าจะไม่มีไขมันและมีคุณค่าอาหารสูงกว่าแป้งสาลี และหากเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือได้จะให้ประโยชน์ได้ดีกว่า เพราะมีวิตามินบี 1 และกากใยที่สูงกว่าช่วยป้องกันเหน็บชา และลดอาการท้องผูกได้

    ผัก และผลไม้ อาหารที่มากด้วยสารอาหารสำหรับคนท้อง
    ผัก และผลไม้ อาหารที่มากด้วยสารอาหารสำหรับคนท้อง

6. ผักและผลไม้ต่าง ๆ

ผัก และผลไม้ เป็นแหล่งอาหารที่ให้วิตามิน เกลือแร่ และกากใยที่ดีมาก ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายสะดวก และไม่ให้ท้องผูก

  • ข้อแนะนำ ควรรับประทานผักผลไม้ตามฤดูกาล และรับประทานให้หลากหลายชนิดสลับกันไป ระหว่างผลไม้ที่ให้น้ำตาลสูง และน้อย เช่น ลำไยทุเรียน เป็นผลไม้ให้น้ำตาลสูง ฝรั่ง ชมพู ผลไม้ให้น้ำตาลน้อย เป็นต้น เพื่อป้องกันปริมาณน้ำตาลในผลไม้บางชนิดที่มีสูง

7. ไขมัน หรือน้ำมัน

ไขมัน เป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีความเป็นต่อร่างกาย มันอยู่ในอาหารหลักที่เราขาดไม่ได้ หรือ ที่เรียกว่า อาหาร 5 หมู่ ไม่ใช่ไขมันทุกชนิดจะเป็นไขมันที่ควรรับประทาน เราจะเน้นเฉพาะไขมันที่มีประโยชน์บางอย่างเท่านั้น เช่น ไขมันในกลุ่ม โอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและเสริมพัฒนาการของลูกในครรภ์ได้ ไขมันที่มีประโยชน์ ก็เช่น ไขมันจากปลาทะเล กุ้ง ผลอาโวคาโด้ เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก ซึ่งไขมันเหล่านี้ช่วยในเรื่องการขจัดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ลดปัญหาเรื่องความดันโลหิต

  • ข้อแนะนำ ควรเลือกน้ำมันที่ได้จากพืช เพราะไม่มีโคลเรสเตอรอล และยังมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง

    อาหารคนท้อง เพื่อสุขภาพลูกน้อย
    อาหารคนท้อง เพื่อสุขภาพลูกน้อย

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รู้สึกสับสนในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อลูกน้อยในครรภ์ ว่าต้องเลือกแบบไหน แค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี ถูกต้องตามหลักการ ขอให้พึงระลึกหลักการใหญ่ ๆ ในการเลือกรับประทานอาหาร สำหรับ อาหารคนท้อง ไว้ ดังนี้

  • รับประทานได้แบบปกติ โดยให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทุกวัน
  • งดของหมักดอง แอลกอฮอล์ อาหารรสจัด
  • ดื่มน้ำสะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ

เพียงเท่านี้ คุณแม่ก็สามารถรับประทาน อาหารคนท้อง ได้อย่างถูกต้อง ถูกหลักการตามโภชนาการของคนท้อง ได้เป็นอย่างดีแล้ว จะได้ไม่เป็นกังวลเกินไปนัก

ข้อมูลอ้างอิงจาก www.si.mahidol.ac.th/www.bangkokhospital.com

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

แจกสูตร เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน กินอย่างไรให้ลงลูก

คนท้องติดโควิด คนท้องทำ Home isolation ได้ไหม?

วิจัยล่าสุดเผย! คนท้องอ่อนตากแดด ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้!

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม คำถามที่ควรรู้และสิ่งที่ต้องระวัง!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่