ลักษณะบุตร 3 ประเภท ในศาสนาพุทธ และวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี …เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รักที่เมื่อได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะมีลูกน้อยไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ สืบทอดสกุลกันต่อไป เพราะชีวิตคนเรานั้น จะดำเนินต่อไปได้ ก็ต้องมีลูกหลานไว้คอยสืบเชื้อสายต่อกันมาเป็นลำดับ

“ลูก” เป็นดวงใจของพ่อแม่ หากลูกได้ดีมีความสุขพ่อแม่ก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า การที่ลูกแต่ละคนจะมีชีวิตเป็นไปอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายประการ แต่เชื่อแน่ว่าหากลูกทุกคนได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องแล้ว จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ กลายเป็น “อภิชาตบุตร” ได้ ซึ่งการอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นทั้งคนเก่งและคนดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

* Amarin Baby & Kids ขอแนะนำว่า ตั้งแต่เนื้อหาที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจะอ่านจากนี้ไป เป็นเรื่องราวคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งควรอ่านพร้อมทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทุกบรรทัด เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งการได้มี “ลูกที่ดี” สมดังที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนา นะคะ ♥

ซึ่งโดยทั่วไปความปรารถนาของพ่อแม่ที่อยากได้ลูก ก็เพราะมีความหวัง 5 ข้อ ดังนี้

  1. ลูกที่เราเลี้ยงมาแล้ว จะเลี้ยงตอบแทน
  2. ลูกที่เราเลี้ยงมาแล้ว จะทำกิจแทนเรา
  3. วงศ์สกุลของเราจักดำรงอยู่ได้นาน
  4. ลูกจะปกครองทรัพย์มรดกแทนเรา
  5. เมื่อเราละโลกไปแล้ว ลูกจะบำเพ็ญทักษิณาทานให้

บุตร มาจากคำว่า ปุตฺต แปลว่า ลูก มีความหมาย 2 ประการ คือ

  • ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์
  • ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี ?

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี

เพราะพ่อแม่รู้ดีว่า วันหนึ่งตนเองต้องแก่และตาย สิ่งที่อยากได้ก็คือ ความปีติ ความปลื้มใจไว้หล่อเลี้ยงใจให้สดชื่น ความปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้เห็นผล  แห่งความดี หรือผลงานดี ๆ ที่เราทำไว้ ยิ่งผลงานดีมากเท่าไร ยิ่งชื่นใจมากเท่านั้น แล้วอายุจะยืนยาว สุขภาพจะแข็งแรง เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อแม่จึงเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังจะได้เห็นวงศ์ตระกูลที่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นความปลื้มปีติใจ ยามได้เห็นลูกทำสิ่งดี ๆ

ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งประเภทของบุตรไว้ในปุตตสูตรว่ามีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้

1. อภิชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาดีกว่าพ่อแม่ มีคุณธรรมสูงกว่าพ่อแม่ เกิดมาเชิดชูวงศ์สกุล เกิดมาอุดหนุนค้ำจุนพ่อแม่ เป็นลูกที่ประเสริฐ ทำให้พ่อแม่ได้รับความสุขใจยิ่งนักโดยทรงยกเอาพ่อแม่มาเป็นมาตรวัด

โดยพ่อแม่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และไม่มีศีล 5 ข้อเป็นบทตั้ง แต่ลูกมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะและตั้งอยู่ในศีล 5 นั่นเอง

2. อนุชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาเสมอตัว คือ ไม่ดี ไม่เลวกว่าพ่อแม่ และไม่แย่ไปกว่าวงศ์สกุล มีกันอย่างไรก็อยู่กันอย่างนั้น ดำรงวงศ์สกุลไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรม และไม่สามารถจะให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม

โดยพ่อแม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และมีศีล5 ส่วนลูกก็มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะและมีศีล 5 ประจำอยู่ด้วยเช่นกัน

3. อวชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาเลว ต่ำกว่าพ่อแม่ ฉุดดึงเอาพ่อแม่ตกต่ำไปด้วย เช่นพ่อแม่เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ลูกกลับเป็นคนไม่ดี ทำตัวเป็นปัญหาของครอบครัวและสังคม ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนทุกข์ใจอยู่ร่ำไป ลูกประเภทนี้ใครๆ ไม่ปรารถนา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี

โดยพ่อแม่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และมีศีล ส่วนลูกไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ และไม่มีศีล 5 ด้วย

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกดี ก็จะมีรอยยิ้มก็ประทับอยู่บนใบหน้า ซึ่งลูกประเภทที่ 1 จึงเป็นยอดปรารถนาของพ่อแม่ หรือหากเลือกได้ พ่อแม่ทุกคนคงเลือกลูกประเภท หนึ่งหรือสอง ไม่ต้องการมีลูกประเภทที่ 3 อย่างแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกดีเป็นศรีสง่า ญาติวงศ์พงศาผ่องใส แม้ญาติสนิทมิตรสหายที่ใกล้ไกล ก็พอใจสรรเสริญเจริญพร1

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

อ่านต่อ >> “วิธีปลูกฝังคุณธรรมในใจลูก เพื่อให้เป็นอภิชาตบุตร” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

keyboard_arrow_up