เลือกซื้อ แยมสตรอเบอร์รี่ ยี่ห้อไหนดี ไม่ทำลายสุขสภาพลูกน้อย

แยมสตอเบอรี่ ยี่ห้อไหนดี
แยมสตอเบอรี่ ยี่ห้อไหนดี

แยมสตอเบอรี่ ยี่ห้อไหนดี … ซึ่ง แยม เป็นของหวานประเภทหนึ่ง ใช้รับประทานโดยการทาลงบนขนมปังเพื่อเพิ่มรสชาติให้ขนมปังอร่อยมากขึ้น แยมมักจะทำมาจากผลไม้ หากลูกน้อยของคุณชอบทานขนมปังทาแยม แล้วคุณแม่จะเลือกซื้อ แยมโดยเฉพาะรสชาติยอดฮิตอย่าง แยมสตรอเบอรี่ ยี่ห้อไหนดี ที่ไม่ทำลายสุขสภาพของลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาฝากค่ะ

เลือกซื้อ แยมสตรอเบอร์รี่ ยี่ห้อไหนดี ไม่ทำลายสุขสภาพลูกน้อย

แยมสตอเบอรี่ ยี่ห้อไหนดี

แยมเป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลความเข้มข้นสูง เพื่อป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ ถือเป็น อาหารหวานประเภทหนึ่งใช้ทานกับขนมปัง มีลักษณะคล้ายเยลลี่แต่ไม่จับตัวเป็นก้อน โดยมีวิธีการผลิตคือการนำของที่จะทำเป็นแยม (เช่น ผลไม้ชนิดต่างๆ) มาต้มกับน้ำและน้ำตาล เพื่อให้สารเคมีในตัวของผลไม้ทำปฏิกิริยากับน้ำตาล แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก็จะได้แยมตามที่ต้องการ โดยแยมสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  • แยมหวาน แยมชนิดนี้จะมีรสหวาน ตั้งแต่หวานมากจนกระทั่งหวานน้อย แต่แยมในชนิดนี้จะไม่นิยมทาขนมปังมากๆ เพราะมันจะหวานเลี่ยน เช่น แยมผลไม้ ต่างๆ เป็นต้น
  • แยมที่ไม่หวาน เป็นแยมที่ไม่มีรสหวาน เช่น แยมธัญพืช แยมไก่ เป็นต้น

กระบวนการทำแยม

แยมประกอบไปด้วยส่วนผสมหลักๆที่สำคัญ 3 อย่างด้วยกัน นั่นก็คือ น้ำตาล เพกติน และกรด ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม

น้ำตาล ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดเป็นรสชาติ อีกทั้งยังช่วยให้เพกตินก่อตัวเป็นเจลด้วยดึงน้ำออกมาจากเพกติน ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีที่ช่วยให้ยืดอายุการเก็บของแยมได้นานขึ้น นั่นก็เป็นเพราะว่าความชื้นทำให้อาหารเน่าเสียได้เร็ว เมื่อมีน้ำตาลอยู่มาก ก็จะไม่มีที่เหลือให้น้ำได้อยู่ แบคทีเรียก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้

อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำตาลสุดท้ายในแยมควรจะอยู่ที่ 65-69% ซึ่งหากคุณแม่จะเลือกซื้อแยม ที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกน้อยควรเลือกแยมที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลที่ไม่มากจนเกินไป เพื่อไม่ให้ลูกน้อยติดหวาน หรือมีค่าน้ำตาลเกินจากการกินแยมเหล่านี้ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ตั้งแต่เด็กนั่นเอง

ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก แนะนำให้คนเราควรรับประทานน้ำตาลแค่วันละ 6 ช้อนชา (หรือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงโรคเบาหวาน ที่ถูกยกระดับให้เป็นโรคอันตรายเทียบเท่า “โรคเอดส์” แต่ที่น่าตกใจคือจากการสำรวจของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลับพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณแนะนำถึง 3 เท่า โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ชอบกินขนม ลูกอม ของหวาน และดื่มน้ำอัดลมวันละหลายขวด หลายกระป๋อง จึงเห็นได้ว่าเด็กไทยจำนวนมากในยุคนี้มีภาวะน้ำหนักเกินตามมานั่นเอง จนสถิติ อ้วนลงพุงของเด็กไทยพุ่งสูงขึ้นที่สุดในโลก และในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ พบเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ขณะเดียวกันยังพบว่า มีคนไทยถึง 17 ล้านคน ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน ไม่แปลกเลยที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย และสำหรับในเด็กอายุ 6-13 ปี จะมีปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อวัน 1600 kcal ก็มีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อวันไม่เกิน 4 ช้อนชา

ข้อมูลอ้างอิงจาก : www.lovefitt.com

เพกติน จะพบได้ตามธรรมชาติในผนังเซลล์ของพืช ได้แก่ เปลือกหรือแกนของผลไม้ มีโครงสร้างโมเลกุลน้ำตาลเรียงต่อกันยาว เมื่อเราเอาผลไม้ไปเคี่ยวหรือผ่านความร้อน เพกตินก็จะถูกปล่อยออกมา และเมื่อมันไปรวมกับน้ำตาลและกรดในสัดส่วนที่เหมาะสม โมเลกุลที่เรียงกันยาวเหมือนลูกโซ่นี้มันก็จะไปเชื่อมต่อกัน ซึ่งอุณหภูมิที่ใช้ก็ประมาณ 104°C และหลังจากที่มันเย็นตัวลงแล้วแยมก็จะเกาะกัน

อย่างไรก็ตาม ผลไม้แต่ละชนิดก็จะมีปริมาณเพกติน มากน้อยต่างกัน ที่มีมากก็คือ แอปเปิ้ล แบล็คเคอร์แรนท์ และองุ่น ส่วนที่มีน้อยกว่าก็ได้แก่ พวกเบอร์รี่ทั้งหลาย ซึ่งถ้าจะเอามาทำแยมก็ต้องเอาผลไม้ที่มีเพกตินมากกว่ามาผสมหรือใช้เพกตินสกัดแทนก็ได้

อ่านต่อ >> “ส่วนประกอบสำคัญในแยม และรีวิวแยมสตรอเบอร์รี่ เทียบส่วนประกอบเนื้อเน้นๆ รวม 19 ยี่ห้อ” คลิกหน้า 2

อ่านต่อ “บทความดีๆ น่าสนใจ” คลิก!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

keyboard_arrow_up